dot dot
bulletประวัติศาสตร์แรงงานไทย
bulletศูนย์รับเรื่องร้องเรียนกรณีค่าจ้างไม่เป็นธรรม
bulletเชิญร่วมลงรายมือชื่อสนับสนุนและผลักดันร่างพรบ.ประกันสังคมฉบบัที่ 14,264 รายชื่อ
bulletผลสำรวจค่าครองชีพผู้ใช้แรงงาน
bulletใบแถลงข่าว ผลสำรวจค่าครองชีพผู้ใช้แรงงาน
bulletข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย 1 พ.ค. 55
bulletแบบเสนอชื่อเสนอกฎหมายพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ (ฉบับที่..) พ.ศ. .. ( ฉบับบูรณาการแรงงาน )
dot
มุมกฎหมาย
dot
bulletพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ ๒๕๑๘
bulletพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑
bulletพระราชบัญญัติ แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓
bulletพระราชบัญญัติประกันสังคม และกฎหมายลำดับรอง
bulletพระราชบัญญัติ เงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗
bulletพ.ร.บ การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๒๑
bulletพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๐
bulletพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒
bulletพระราชบัญญัติ จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตราที่ ๑-๓๗
bulletกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
dot
หน่วยงานด้านแรงงาน
dot
bullet องค์กรแรงงาน
bulletกระทรวงแรงงาน
bulletกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
bulletสำนักงานประกันสังคม
bulletสมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (ประเทศไทย )
bulletสำนักความปลอดภัย
bulletกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
bulletกรมจัดหางาน
bulletศาลแรงงานกลาง
dot
คำสั่งเจ้าพนักงาน
dot
dot
ฎีกาที่น่าสนใจ
dot
bulletการสื่อสารเฉพาะ ๘ พื้นที่ และภาคี
dot
สมัครสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot


แบนเนอร์ตัวอย่าง


ใบแถลงข่าว ผลสำรวจค่าครองชีพผู้ใช้แรงงาน

ใบแถลงข่าว 15-08-55-2.doc  คลิ๊ก

 ใบแถลงข่าว

ผลสำรวจค่าครองชีพผู้ใช้แรงงาน ปี 2555 ภายหลังรัฐบาลพรรคเพื่อไทยประกาศใช้ค่าจ้าง 300 บาท

ยุค "ค่าแรงสูง ค่าครองชีพสูง คุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงานต่ำ"

แถลงโดย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2555 ณ ห้องประชุมศุภชัย ศรีสติ มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย กรุงเทพฯ

 

          นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 ที่รัฐบาลได้มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ใน 7 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี ภูเก็ต สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ส่วนจังหวัดที่เหลือใช้มาตรการขึ้นค่าแรงจากฐานเดิม 40%  และรัฐบาลจะเดินหน้าใช้อัตราค่าจ้างเดียวกันทั้งประเทศ 300 บาทในเดือนมกราคม 2556 แน่นอนนี้คือความน่ายินดีสำหรับผู้ใช้แรงงาน อย่างไรก็ตามในขณะเดียวกันความกังวลใจก็มาพร้อมกับคำถามสำคัญว่า “อนาคตของผู้ใช้แรงงานจะดีขึ้นจริงหรือไม่ อย่างไร”

          จากสถานการณ์ดังกล่าวคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) จึงได้ทำการสำรวจ ค่าครองชีพของผู้ใช้แรงงานเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงเปรียบเทียบถึงความไม่สอดคล้องกับค่าจ้างที่ได้รับจริงมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2555 โดยเก็บข้อมูลจากผู้ใช้แรงงานในพื้นที่ 8 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร นครปฐม สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี พระนครศรีอยุธยาและอ่างทอง ครอบคลุม 5 ประเภทอุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์ และกิจการธนาคารและการเงิน จำนวน 2,197 คน

          กลุ่มที่สำรวจเป็นผู้ใช้แรงงานทำงานในประเภทลูกจ้างประจำรายเดือนมากที่สุดคือร้อยละ 54  ลูกจ้างประจำรายวันร้อยละ 35.7 และลูกจ้างเหมาช่วง-ลูกจ้างสัญญาจ้างระยะสั้น-ฝึกงานร้อยละ 10.3 ตามลำดับ โดยได้ค่าจ้างทั้งประเภทรายวันและรายเดือน กล่าวคือ ได้รับค่าจ้างรายวัน 894 คน (ต่ำกว่า 200 บาท ร้อยละ  0.89 ค่าจ้าง 200-300 บาท ร้อยละ 69.13 มากกว่า 300 บาท ร้อยละ 29.98) และค่าจ้างรายเดือน 1,438 คน (ต่ำกว่า 5,000 บาท ร้อยละ 0.28 , 5,000 - 7,500 บาท ร้อยละ 6.19 , 7,501 - 10,000 บาท ร้อยละ 32.13 , 10,001 - 12,500 บาท ร้อยละ 28.79 ,12,500 - 15,000 บาท ร้อยละ 15.30 , มากกว่า 15,000 บาท ร้อยละ 17.32)

          จากแบบสำรวจพบว่า

(1)       แรงงานส่วนใหญ่ร้อยละ 76.6 ระบุว่า นายจ้างมีการปรับค่าจ้างแรงงานภายหลังการประกาศปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เดือนเมษายน 2555 ในขณะที่ผู้ใช้แรงงานอีกร้อยละ 18.3 มีการปรับค่าจ้างแบบมีเงื่อนไข และอีกร้อยละ 5.1 ไม่มีการปรับค่าจ้างแต่อย่างใด

(2)       เมื่อมาพิจารณาข้อมูลค่าใช้จ่ายของผู้ใช้แรงงานรายคน/เดือน เปรียบเทียบระหว่างเดือนสิงหาคม 2554 กับ เดือนพฤษภาคม 2555 พบว่าผู้ใช้แรงงานที่สำรวจทั้ง 8 พื้นที่ มีค่าใช้จ่ายต่อวัน/ต่อคนเพิ่มขึ้นสูงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ดังตัวอย่าง

-       ค่าอาหารและค่าเดินทาง เดิมต้องจ่าย 175 บาท/คน/วัน แต่เมื่อมีการปรับค่าจ้างต้องจ่ายเพิ่มเป็น 259.26 บาท/คน/วัน

-       ค่าน้ำประปา เดิมต้องจ่าย 6.7 บาท/คน/วัน ต้องจ่ายเพิ่มเป็น 6.86 บาท/คน/วัน

-       ค่าโทรศัพท์ เดิมต้องจ่าย 10 บาท/คน/วัน ต้องจ่ายเพิ่มเป็น 12 บาท/คน/วัน

-       ค่าเช่าบ้าน เดิมต้องจ่าย 58 บาท/คน/วัน ต้องจ่ายเพิ่มเป็น 91 บาท/คน/วัน

-       ค่าเสื้อผ้า-รองเท้า เดิมต้องจ่าย 19 บาท/คน/วัน ต้องจ่ายเพิ่มเป็น 34 บาท/คน/วัน

(3)       กลุ่มผู้ใช้แรงงานระบุว่ามีปัญหาในการผ่อนชำระหนี้ โดยหนี้สินจากการกู้ยืมนอกระบบมากที่สุด รองลงมาเป็นหนี้ธนาคาร หนี้กองทุนกู้เรียน (กยศ.) หนี้สหกรณ์ และหนี้สินบัตรเครดิต ตามลำดับ

          จากสถานการณ์ดังกล่าวที่ปรากฏในแบบสำรวจนั้น คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท เพราะการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นการช่วยลดความเหลื่อมล้ำของรายได้  เป็นประโยชน์กับแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ต่ำและมีอำนาจต่อรองน้อย จึงเห็นว่า

(1)       ยังมีผู้ใช้แรงงานถึงร้อยละ 23.4 (ร้อยละ 18.3 มีการปรับค่าจ้างแบบมีเงื่อนไข และอีกร้อยละ 5.1 ไม่มีการปรับค่าจ้าง) โดยเป็นการนำสวัสดิการมารวมกับค่าจ้าง การเปลี่ยนสภาพการจ้างงาน รวมถึงการไม่ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ สถานการณ์ดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนสำคัญของการปล่อยให้ภาคอุตสาหกรรมไทยใช้แรงงานราคาถูกต่อไปได้อย่างนิ่งดูดาย มิพักว่ายังปล่อยให้การดำเนินการในเรื่องนี้เป็นการตัดสินใจระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างเพียงเท่านั้น ทั้งๆที่การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไม่ใช่เป็นเรื่องของการต่อรองระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เพราะค่าจ้างขั้นต่ำเป็นปัจจัยหนึ่งเพื่อให้แรงงานเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นสำคัญ ที่รัฐบาลจะต้องมีมาตรการในการดูแล บังคับใช้กฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

(2)       แม้จะมีการขึ้นค่าจ้างแรงงานมากถึง 300 บาทต่อวัน  ซึ่งเป็นความจำเป็นที่ลูกจ้างควรได้รับการปรับค่าแรงงาน  แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับค่าครองชีพที่ทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น   จึงเป็นไปได้ว่าการขึ้นค่าแรงแบบที่เป็นอยู่ไม่ได้ช่วยทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ใช้แรงงานดีขึ้นหรือมีหนี้ลดลง เนื่องจากมีสินค้าหลายรายการที่ปรับขึ้นราคา เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าโดยสารสาธารณะ ค่าน้ำมัน ค่าก๊าซ หากเทียบการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท (คิดจากฐานของกรุงเทพและปริมณฑล) ก็เท่ากับว่าผู้ใช้แรงงานได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นอีก 85 บาท (จากเดิมเคยได้ 215 บาทต่อวัน) แต่หากสินค้าที่บริโภค-อุปโภคต่อวันเพิ่มขึ้นเป็น 100 บาทต่อวัน เพื่อให้การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้แรงงานอย่างแท้จริง รัฐบาลจะต้องมีมาตราการควบคุมค่าครองชีพไม่ให้สูงเกินความเป็นจริง  

(3)           เพราะจากแบบสำรวจพบว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นทุกหมวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีพในชีวิตประจำวัน นั้นหมายความว่า มิติของการเพิ่มค่าจ้างขึ้นมาแทนที่จะทำให้มูลค่าของค่าจ้างเพิ่มขึ้น แต่สถานการณ์ดังกล่าวนี้สะท้อนชัดเจนว่าทำให้มูลค่าของค่าจ้างนั้นลดลง ซึ่งหากรัฐบาลยังปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปโดยไม่สามารถควบคุมราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ ก็ทำให้ผู้ใช้แรงงานยิ่งมีสภาพความเป็นอยู่ที่ลำบากมากขึ้น

          นอกจากนั้นแล้วยังพบว่าบางจังหวัดที่มีพื้นที่อยู่ติดกันในเชิงภูมิศาสตร์ เช่น สมุทรปราการ กับ ชลบุรี แต่กลับมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำต่างกัน ในขณะที่ค่าครองชีพไม่ต่างกัน ทั้งที่ๆเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อโดยรวมทั่วประเทศ พบว่าในขณะที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2.76% แต่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2.57% เท่านั้น

(4)       ยังมีแรงงานอีกกลุ่มใหญ่ที่ไม่ได้ประโยชน์จากการขึ้นค่าจ้างแต่ได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ แรงงานนอกภาคอุตสาหกรรมที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างในสถานประกอบการ หรือผู้ที่ไม่อยู่ในข่ายที่จะได้รับการปรับค่าจ้างหรือไม่มีค่าจ้างจากการจ้างแรงงาน ซึ่งไม่ได้รับประโยชน์จากค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น แต่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาวะค่าครองชีพจากราคาสินค้าที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าการปรับขึ้นค่าจ้างในครั้งนี้ รัฐบาลยังไม่มีมาตรการรองรับที่ดีสำหรับผู้ใช้แรงงานกลุ่มอื่นๆ ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมากก็ต้องรับภาระในค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างมากด้วย ดังนั้นมีความจำเป็นที่รัฐบาลควรจะต้องมีมาตรการเยียวยาที่เหมาะสม แต่อย่างไรก็ตามคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยก็ยังเห็นว่ามีความจำเป็นและสนับสนุนนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อไป เพราะการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นการสร้างความเป็นธรรมทางด้านรายได้ที่ทำให้ผู้ใช้แรงงานมีความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีของตัวเอง และยังเป็นการเพิ่มสวัสดิการทางสังคมให้ภาครัฐในทางอ้อม

(5)       จากแบบสำรวจจะเห็นได้ว่าปัญหาหนึ่งของผู้ใช้แรงงานคือการเป็นหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มากที่สร้างความลำบากในการดำรงชีวิต เพราะส่วนใหญ่ผู้ใช้แรงงานมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ทำให้ต้องดิ้นรนหารายได้เพิ่มเพื่อให้เพียงพอต่อการชำระหนี้ นั้นก็หมายความว่าจะต้องมีระยะเวลาการทำงานในสถานประกอบการที่ยาวนานขึ้น ขาดความมั่นคงในการทำงาน ไม่มีหลักประกันในการรวมตัวต่อรอง รวมถึงคุณภาพของชีวิตครอบครัวก็ต้องเปลี่ยนไป ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลหรือผู้เกี่ยวข้องจักต้องเร่งหามาตรการช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานกลุ่มนี้โดยเร่งด่วนด้วยการหาแหล่งเงินทุน/เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายโดยพลัน

(6)       คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ยังมีความกังวลว่า วันนี้รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนในมาตรการเรื่องการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทในเดือนมกราคม 2556 เป็นต้นไป หรือกล่าวได้ว่าเป็น “การดองค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท” ตามมติคณะรัฐมนตรีนั้น การไม่มีท่าทีที่ชัดเจนยิ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานย่ำแย่ลงไปอีกจากเดิม ดังนั้นจึงเห็นว่าในเรื่องค่าจ้างนั้น ควรจะแปรผันไปตามสภาพความเป็นจริง กล่าวคือ ค่าจ้างแรงงานไทยในปัจจุบันนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับคุณภาพของฝีมือแรงงานไทย และจากการสำรวจของ คสรท.โดยตรงพบว่า ค่าจ้างที่ควรจะเป็นนั้นเท่ากับวันละ 348 บาท

          ดังนั้นควรยกเลิกคณะอนุกรรมการค่าจ้างประจำจังหวัด  เพื่อให้การปรับค่าจ้างขั้นต่ำสอดคล้องกับอัตราค่าครองชีพที่สูงขึ้น คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย จึงมีข้อเสนอว่า การค่าปรับค่าจ้างขั้นต่ำต้องมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองแรงงานไร้ฝีมือเมื่อแรกเข้าทำงาน และค่าจ้างต้องเพียงพอต่อการครองชีพของลูกจ้างและสมาชิกในครอบครัว (ตามนิยามขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ) หลังจากนั้นอัตราค่าจ้างต้องปรับตามประสบการณ์และฝีมือแรงงานที่เพิ่มขึ้น หากค่าจ้างไม่ปรับตัวสูงขึ้นและจ่ายในอัตราค่าจ้างขั้นต่ำต่อไป เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ใช้แรงงานจะมีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว และนั้นหมายความว่าคุณภาพชีวิตแรงงานในฐานะทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของประเทศที่มีผลต่อการเติบโตของตัวเลขทางเศรษฐกิจของประเทศก็จะย่ำแย่ตามไปด้วย

 



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด
รหัสป้องกันสแปม CAPTCHA Image



 *





Copyright © 2010 All Rights Reserved.

ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการวิกฤติแรงงาน
อีเมล : wgal@labourcrisiscenter.com
เว็บไซต์ : htpp://www.labourcrisiscenter.com
 

เว็บไซต์นี้ “ มูลนิธิเอเชียสนับสนุนเว็บไซด์นี้ภายใต้โครงการของ โครงการบรรเทาผลกระทบต่อคนทำงานอันสืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ความคิดเห็นที่นำเสนอบนเว็บไซต์นี้เป็นของ โครงการบรรเทาผลกระทบต่อคนทำงานอันสืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก เท่านั้น และไม่จำเป็น ว่ามูลนิธิเอเชียจะเห็นพ้องด้วยแต่ประการใด” The Asia Foundation supports this website through a project with Working Group on Alleviating the Impact of the Global Economic Crisis on Affected Labors Project The views express on this website are solely those of the Working Group on Alleviating the Impact of the Global Economic Crisis on Project and do not necessary reflect the views of the Foundation