dot dot
bulletประวัติศาสตร์แรงงานไทย
bulletศูนย์รับเรื่องร้องเรียนกรณีค่าจ้างไม่เป็นธรรม
bulletเชิญร่วมลงรายมือชื่อสนับสนุนและผลักดันร่างพรบ.ประกันสังคมฉบบัที่ 14,264 รายชื่อ
bulletผลสำรวจค่าครองชีพผู้ใช้แรงงาน
bulletใบแถลงข่าว ผลสำรวจค่าครองชีพผู้ใช้แรงงาน
bulletข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย 1 พ.ค. 55
bulletแบบเสนอชื่อเสนอกฎหมายพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ (ฉบับที่..) พ.ศ. .. ( ฉบับบูรณาการแรงงาน )
dot
มุมกฎหมาย
dot
bulletพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ ๒๕๑๘
bulletพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑
bulletพระราชบัญญัติ แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓
bulletพระราชบัญญัติประกันสังคม และกฎหมายลำดับรอง
bulletพระราชบัญญัติ เงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗
bulletพ.ร.บ การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๒๑
bulletพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๐
bulletพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒
bulletพระราชบัญญัติ จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตราที่ ๑-๓๗
bulletกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
dot
หน่วยงานด้านแรงงาน
dot
bullet องค์กรแรงงาน
bulletกระทรวงแรงงาน
bulletกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
bulletสำนักงานประกันสังคม
bulletสมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (ประเทศไทย )
bulletสำนักความปลอดภัย
bulletกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
bulletกรมจัดหางาน
bulletศาลแรงงานกลาง
dot
คำสั่งเจ้าพนักงาน
dot
dot
ฎีกาที่น่าสนใจ
dot
bulletการสื่อสารเฉพาะ ๘ พื้นที่ และภาคี
dot
สมัครสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot


แบนเนอร์ตัวอย่าง


“ทีดีอาร์ไอ”ตีแผ่ประชานิยม2พี่น้องชินวัตร! จี้“6โครงการ”ต้องเลิกหวั่นศก.พังเสนอโมเดลรัฐสวัสดิการของแท้ (ตอนที่1)

ทีดีอาร์ไอตีแผ่ประชานิยม2พี่น้องชินวัตร! จี้“6โครงการต้องเลิกหวั่นศก.พังเสนอโมเดลรัฐสวัสดิการของแท้ (ตอนที่1)

       ทีดีอาร์ไอ เสนอยกเลิก 6 ประชานิยมลดการกู้เงินก่อนเศรษฐกิจประเทศชาติพังยืนยัน รับจำนำข้าวทำรัฐเจ๊งสูงกว่า 1 แสนล้าน ฟันธงอีก 5 ปี หนี้สาธารณะแตะเพดานที่ 60%ของจีดีพี ขณะที่รถคันแรก-บ้านหลังแรก-พักหนี้ดี-กองทุนสตรี-SML”ได้ไม่คุ้มเสีย พร้อมเสนอโมเดลรัฐสวัสดิการดูแลตั้งแต่เกิดจนตายที่ใช้เงินน้อยกว่านโยบายหวือหวา จี้รัฐเร่งปฏิรูปฐานภาษีเพื่อนำมาใช้ในการบริหารประเทศได้มากขึ้น 
       
       แม้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)จะออกมาปรับการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจไทย ปี พ.ศ. 2555 โดยมองภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในระดับ 5.5% และกระทรวงการคลังเปิดเผยยอดหนี้สาธารณะของไทย ณ สิ้นเดือนพฤษภาคมยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจคืออยู่ที่ระดับ 42.55%ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งก็ยังห่างไกลเพดานหนี้ของประเทศไทยที่กำหนดสัดส่วนอยู่ที่ 60% ของจีดีพีก็ตาม
       
       แต่ก็ต้องยอมรับว่าในสภาพความเป็นจริงแล้วนั้น รัฐบาลในขณะนี้อยู่ในฐานะที่ไม่มีเงินที่จะทำอะไรได้มากนัก จึงมีแผนที่จะกู้ กู้ และกู้ ไต่บันไดการกู้ที่สูงขึ้นไปจากงบประมาณที่ทำแบบขาดดุลอยู่แล้ว
       
       ส่วนทางไหนบ้างที่รัฐบาลจะได้ไม่ต้องกู้ กู้ และกู้มากเกินไป จนกลายเป็นภาระของคนไทยในอนาคต?นั่นมีคำตอบ ซึ่งนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์กำลังพูดถึงกันอย่างมากก็คือ การบริหารงบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และควรยกเลิกสิ่งที่ไม่จำเป็น
       
       โดยเฉพาะนโยบายประชานิยมทั้งหลาย เพราะหลายตัวต้องยอมรับว่าเป็น ตัวถ่วงและมีแนวโน้มเป็นปัญหากับภาวะเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก
       
       ทีดีอาร์ไอ ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการวิจัยทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมให้กับหน่วยงานภาครัฐนั้นปัจจุบันกำลังศึกษาเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ และเตรียมเสนอทางออกให้รัฐบาลโดยเฉพาะแนวคิดที่เรียกว่า เปลี่ยนประชานิยม เป็นสวัสดิการสังคมดีกว่า
       
       ดร.สมชัย จิตสุชนผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)ให้สัมภาษณ์กับทีม special scoop หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ว่า การบริหารเศรษฐกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น จะต้องอยู่บนพื้นฐานที่ไม่ใช้เงินโดยไม่เกิดประโยชน์มากเกินไป เพราะจะทำให้ประเทศชาติมีความเสี่ยงในด้านภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
       
       โดยเฉพาะเรื่องของประชานิยมหลายโครงการควรต้องรีบยกเลิก เพราะทำแล้วไม่เกิดประโยชน์มากนัก แต่ฝ่ายการเมืองยังนิยมที่จะนำมาใช้ เช่นเดียวกันกับรัฐบาลนี้ที่มียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีก็ยังคงเดินตามรอยการใช้นโยบายประชานิยมมาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างกระแสนิยมทางการเมือง
       
       เช่นเดียวกับยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นพี่ชายที่เคยทำและประสบความสำเร็จทางการเมืองมาก่อน
       
       แต่ผลต่อภาวะเศรษฐกิจไทยนั้น นโยบายประชานิยมยังถือว่าเป็นปัญหามาตั้งแต่ยุค พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว
       
       เหตุผลคือ ประชานิยมต้องใช้เงินจำนวนมากในแต่ละโครงการ ขณะเดียวกันประชานิยมกลับไม่ได้ผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก
       
       “ประชานิยมนั้นได้ผลเพียงเพื่อคะแนนเสียงทางการเมืองเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบประชานิยมในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ และยุค ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็จะยิ่งเห็นได้ชัด
       
       โดยประชานิยมในยุค พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ถือว่าประสบความสำเร็จสูงมากในทางการเมือง เพราะประชานิยมเกือบทั้งหมดของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ มีสัดส่วนการนำเงินลงไปในกลุ่มคนรากหญ้าเป็นหลัก แม้ว่ามีการศึกษาภายหลังว่าประชานิยมที่ลงไปช่วยรากหญ้านั้น ผลประโยชน์ไม่ได้ลงไปถึงรากหญ้าเท่าที่ควรก็ตาม ก็ยังถือว่าได้ช่วยรากหญ้า
       
       ขณะที่รัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีประชานิยมที่ไม่ได้ช่วยรากหญ้า แต่เน้นมาที่กลุ่มคนชั้นกลางในเมืองแทน เป็นลักษณะการทำการเมืองแบบ ฉันไม่แคร์ ฉันจะเอาใจคนทุกกลุ่มจึงมีนโยบายที่มาช่วยคนชั้นกลาง เช่น โครงการบ้านหลังแรกผ่อน 0% 3 ปี และโครงการคืนภาษีให้รถยนต์คันแรกรวมถึงกลุ่มแรงงานนอกภาคเกษตรที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เน้นทำประชานิยม
       
       เท่าที่ TDRI ศึกษามา จึงเห็นว่า โครงการประชานิยมหลายโครงการควรรีบยกเลิกโดยเร็ว เพราะสร้างความเสียหายมากกว่าได้ประโยชน์ และหลายโครงการมีแนวคิดดี แต่ต้องปรับวิธีการ
       ประชานิยมที่เห็นว่าควร ยกเลิกโดยด่วนนั้น มีทั้งหมด 6 โครงการ และนโยบายที่
ควรยกเลิกเป็นอันดับแรกคือการรับจำนำข้าว
       
       6
ประชานิยมเหลว-จี้ยกเลิก
        

       
       โครงการรับจำนำข้าวนั้น มีข้อเสียใหญ่ๆ 3 ประการคือ ต้องใช้เงินในการรับจำนำจำนวนมาก,มีระบบการทำลายกลไกตลาด และมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชันรวมอยู่ในหลายขั้นตอนของการจำนำ
       
       “แค่ประกาศนโยบายก็เริ่มมีการทุจริตแล้ว โดยเฉพาะถ้าดูจากงานวิจัยของดร.นิพนธ์ พัวพงศกร (ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI) จะเห็นได้ชัดว่า เงินจะไปตกอยู่กับโรงสีเยอะมาก คือไม่ว่าจะมีการทุจริต หรือไม่ทุจริต แค่สร้างโกดังก็มีคำกล่าวว่า จะสามารถคืนทุนได้ภายใน 30 เดือน อย่าลืมว่าโรงสีโรงหนึ่งการสร้างก็ต้องใช้เงินหลายล้านบาทแล้ว
       
       นอกจากนี้ยังมีการนำข้าวเก่ามาเวียนจำนำใหม่ การลักลอบนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านทั้งเขมร และเวียดนาม เป็นต้น
       
       “รัฐบาลรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ข้าราชการก็รู้แต่ไม่กล้าพูด ดังนั้นที่คุณกิตติรัตน์ ประกาศว่า การรับจำนำรอบนี้ไม่มีคนทุจริต แต่การทำนโยบายที่มีช่องว่างที่เปิดเหล่านี้ จึงมองว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีการทุจริตเกิดขึ้น
       
       ทั้งนี้งานวิจัยของ ดร.นิพนธ์ ที่ศึกษาโครงการรับจำนำข้าวเมื่อปี 2548-2549 นี้ยังมีตัวเลขที่รายงานด้วยว่า สมมติรัฐบาลใช้เงิน 100 บาทในโครงการนี้ โรงสีและผู้ส่งออกจะได้เงินไปประมาณ 60 กว่าบาท ทั้งในส่วนของทุจริตและไม่ทุจริต ซึ่งมีการคำนวณตัวเลขในส่วนนี้ออกเป็นการทุจริตที่มากถึง 30% ดังนั้นในจำนวนงบประมาณ 1 แสนล้านบาท จึงเสียไปในกระบวนการทุจริตแล้ว 30,000 ล้านบาท ขณะที่ชาวนานั้นได้รับประโยชน์ไปในสัดส่วนเพียง 30% เท่านั้น
       
       “มีการประเมินว่าโครงการรับจำนำข้าว รัฐบาลจะขาดทุนประมาณ 1 แสนล้านบาท แต่จริงๆ รัฐบาลอาจจะขาดทุนมากกว่า เพราะตัวเลขนี้ยังไม่รู้จนกว่ารัฐบาลจะขายข้าวออกไป ว่าขายไปเท่าไรในแต่ละล็อตจนหมด
       
       โครงการรับจำนำข้าวจึงถือว่าเป็นโครงการที่ฝืนกลไกตลาดมากที่สุด รองลงมาก็เป็นนโยบาย พักหนี้ดีซึ่งแนวคิดต่อยอดมาจากโครงการ พักหนี้เกษตรกร 3 ปีโครงการนี้ไม่ควรเกิดขึ้นเลย
       
       “มันฝืนกลไกตลาดเต็มที่ หนี้ดีไม่มีใครเขาพักกัน ธนาคารไม่ได้ดอกเบี้ยในการบริหารงาน รัฐบาลก็ต้องเอางบประมาณมาชดเชย ถึงแม้รัฐบาลจะอ้างว่าตัวเลขไม่สูง แต่ก็เป็นงบประมาณที่นำมาใช้โดยไม่จำเป็น และเป็นการสร้างวัฒนธรรมในการเอื้อเฟื้อกันโดยพร่ำเพรื่อ
       
       เช่นเดียวกับโครงการบ้านหลังแรกและ รถยนต์คันแรกแม้รัฐบาลบอกว่าใช้งบประมาณไม่สูง คือรถยนต์คันแรกนั้นใช้ประมาณ 10,000 กว่าล้านบาท และโครงการบ้านหลังแรกที่ใช้งบประมาณน้อยกว่า แต่แท้จริงแล้ว เป็นโครงการที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะโครงการรถคันแรก เพราะปัญหาที่พบคือ นโยบายนี้ไม่ได้ช่วยแค่คนชั้นกลาง แต่ช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจรถยนต์ ขณะที่ประเทศไทยมีนโยบายหลักในการลดการใช้พลังงาน แต่รถคันแรกกลับเป็นนโยบายสวนทางที่ทำให้มีการบริโภคน้ำมันในประเทศไทยเพิ่มขึ้นด้วย
       
       อีกโครงการที่ควรยกเลิกคือ นโยบาย กองทุนสตรีโดยโครงการนี้จะคล้ายกับนโยบาย “S M L”ที่ท้ายสุดกลับเต็มไปด้วยข้อครหาที่ว่า มีการนำเงินเข้าพวกพ้องหรือไม่ ซึ่งไม่ต่างกับกองทุนพอเพียงในยุคประชาธิปัตย์ ซึ่งโครงการนี้แตกต่างจากกองทุนหมู่บ้าน ที่มีกรรมการ 15 คน มีความชัดเจนในกระบวนการปล่อยกู้เงินที่มากกว่าถือว่าเป็นการทำโครงการแบบ Micro finance ไม่ใช่เรื่องแปลก
       
       “ในต่างประเทศ กองทุนสตรีจะดีในกลุ่ม Single parentที่หากมีการหย่าร้าง หรือแม่เลี้ยงลูกคนเดียว แม่ก็จะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่กองทุนสตรีของไทยกลับไม่ชัดเจนว่าช่วยคนกลุ่มไหน ทำให้แม้ NGOs ด้านผู้หญิงก็ไม่ได้สนับสนุน

       แนะปรับปรุงประสิทธิภาพ4ประชานิยม
       
 
       
       ส่วนกองทุนหมู่บ้านที่มีแนวคิดดีอยู่แล้ว จึงเป็นนโยบายที่ควรปรับปรุงด้านประสิทธิภาพ โดยรัฐบาลเข้าไปช่วยในการทำให้การบริหารจัดการของหมู่บ้านที่ยังอ่อนแอดีขึ้น ก็จะมีประสิทธิภาพมากกว่า
       
       รวมถึงเรื่องธนาคารคนจนที่ต้องยอมรับว่ามีคนจนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังเข้าไม่ถึงสถาบันการเงิน แม้กระทั่ง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เรื่องธนาคารคนจนจึงเป็นเรื่องที่ควรพัฒนาต่อด้วย
       
       อีกนโยบายที่ต้องปรับปรุงคือค่าแรง 300 บาทมีความเห็นด้วยกับทิศทางนี้ ว่าแรงงานควรได้รับการขึ้นค่าแรง แต่ควรขึ้นเป็นระดับ เพราะรัฐบาลนี้มีการขึ้นค่าแรงที่เร็วเกินไป และมากเกินไป ทำให้เกิดผลกระทบตามมากับภาคเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วด้วย
       
       เห็นได้ชัดจากการขึ้นค่าแรงรอบแรกใน 7 จังหวัด ในจังหวัดภาคอีสานนั้นมีรายงานว่ามีตัวเลขค่าแรงที่เพิ่มขึ้นประมาณ 40% ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ปรากฏว่าตัวเลขที่แสดงถึงอัตราการว่างงานก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย
       
       โดยมีการเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2% แม้จะเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ระดับประมาณ 0.08% คือเพิ่มขึ้นประมาณ 1% แต่ก็ถือว่ามีคนว่างงานเพิ่มขึ้นในจำนวนมากถึง 7-8 หมื่นคน ซึ่งน่าเป็นห่วงว่า 1 มกราคม 2556 ที่รัฐบาลจะมีการใช้ค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ อาจจะทำให้ตัวเลขคนว่างงานเพิ่มขึ้นอีกมาก
       
       ขณะที่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรคนั้น ก็เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่ควรปรับปรุง โดยที่ผ่านมา ทีดีอาร์ไอได้มีการศึกษาเรื่องของแนวคิดที่จะมีการรวมกองทุนประกันสุขภาพ 3 ตัวมารวมกัน คือกองทุนประกันสังคม กองทุนข้าราชการ และกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยจะมีการคิดสูตรค่ารักษาพยาบาลใหม่ให้เป็นระบบ และการบริหารจัดการทั้งหมดขึ้นอยู่กับ สปสช.(สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ)
       
       “ไอเดียคือเอา 3 กองทุนมารวมกันเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ ให้การบริหารจัดการไม่ลักลั่นกัน ตอนนี้ 30 บาทมีประสิทธิภาพมากที่สุด สูสีกับประกันสังคม แต่ค่าใช้จ่ายรายหัวถูกกว่ามาก แต่คนคัดค้านที่ไม่ให้รวมคือโรงพยาบาลเอกชน และมีการดันคนในกลุ่มนี้เข้าไปอยู่ในสปสช.ด้วย เพื่อคัดค้าน ซึ่งที่ผ่านมา ทำให้เรื่องนี้ไม่ประสบความสำเร็จ และน่าเสียดายที่รัฐบาลนี้ไม่ได้สนใจเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพในทุกโครงการที่เป็นนโยบายเลย
       
       โดยที่ผ่านมาทางทีดีอาร์ไอ โดย ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ ทีดีอาร์ไอ ได้ศึกษาเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ร่วมกับ นพ.ถาวร สกุลพาณิชย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) ได้ศึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลต่อไปจนถึง 20 ปีข้างหน้า และดร.สมชัย จิตสุชน ดูในภาพรวมว่าประเทศชาติจะเดินหน้าโครงการนี้ไปได้หรือไม่
       
       “ตอนนี้ทำไปแล้ว 60% รอรวมกับอีก 2 ส่วนก็จะเสร็จ จะสามารถบอกภาพใหญ่ได้ว่าระบบการรักษาพยาบาลที่ดีจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
       
       
เปลี่ยนประชานิยมเป็นสวัสดิการสังคม
       
 
       
       นอกจากนี้ ดร.สมชัยเปิดเผยต่อว่า ทีดีอาร์ไอ ยังได้จัดทำแนวทางการทำนโยบายแบบสวัสดิการสังคม ดูแลตั้งแต่เกิดจนตายเพื่อเตรียมเสนอรัฐบาลด้วย โดยหลักกว้างๆ จะเริ่มจากการดูแลเด็กในการเข้าถึงการศึกษา โดยแม้ว่าจะมีโครงการเรียนฟรี 15 ปี แต่เรื่องคุณภาพการศึกษาที่ยังไม่ดีนัก หรือเด็กที่อยู่ในที่ห่างไกลก็มีปัญหาในการเดินทาง ทำให้ไม่ได้รับโอกาสนี้ก็มีจำนวนไม่น้อย ตรงนี้ต้องมีการจัดบริการโครงสร้างสาธารณะมารองรับให้มากขึ้น
       
       ขณะที่เมื่อเรียนหนังสือจบและไปทำงาน คนทำงานนอกระบบทุกวันนี้มีจำนวนมากประมาณถึง 70% ของภาคแรงงานทั้งหมด หรือประมาณ 20 กว่าล้านคน ซึ่งยังไม่มีใครเข้าไปดูแล เช่น เงินเลี้ยงดูบุตร,เจ็บป่วยช่วงไม่มีรายได้ ไม่มีคนดูแล หรือถ้าเกิดอุบัติเหตุใครจะเข้าไปดูแล
        
       “ประชานิยมตอนนี้มีแต่หวือหวา แต่ประชานิยมที่ดูแลอย่างทั่วถึงยังไม่เกิดขึ้นเลย
       
       ขณะที่พอเป็นคนแก่ เงินช่วยเหลือ 500 บาทต่อหัวนั้น เป็นเรื่องที่ดี แต่รัฐบาลนี้กำลังมีแนวคิดเพิ่มเงินช่วยเหลือแบบขั้นบันไดตามอายุ เช่น 500-600-700 บาท ต่อคนอายุเท่าไร แต่การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า คนแก่ทั้งหมดนั้นมีประมาณ 6-7 ล้านคน (นับจากอายุ 60 ปีขึ้นไป) จะมีไม่ถึง 10% ที่เป็นคนจนมากๆ จึงคิดว่าน่าจะมีการเพิ่มให้คนส่วนนี้เป็นจำนวน 2,000 บาทต่อคนไปจะดีกว่า จะช่วยเหลือได้มากกว่า
       
       เมื่อคิดงบประมาณในการช่วยเหลือผู้สูงอายุตามสูตรของรัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ จะใช้เงินงบประมาณ 6-7 หมื่นล้านบาทในขณะนี้ และจะขึ้นไปประมาณ 1 แสนล้านบาทในอีก 10 กว่าปีข้างหน้า แต่ถ้าเป็นสูตรของทีดีอาร์ไอจะใช้เงินน้อยกว่าประมาณ 10-20% คือประมาณ 5 หมื่นล้านบาทในวันนี้ และอีก 10 กว่าปีข้างหน้าตัวเลขงบประมาณที่ใช้จะอยู่ที่ประมาณ 8-9 หมื่นล้านบาท แต่สามารถช่วยเหลือคนจนได้อย่างเข้าถึงมากกว่า
       
       ทั้งนี้โมเดลที่ทีดีอาร์ไอกำลังศึกษาทั้งหมดนี้ จะทำให้รัฐบาลเดินหน้าทำโครงการเป็นลักษณะรัฐสวัสดิการสังคมที่ดีกว่าประชานิยมแบบหวือหวา แต่ไม่ได้ประโยชน์ในการช่วยเหลือคนจน ซึ่งสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดในเวลานี้คือ รัฐบาลไม่มีเงิน จะมีก็แต่แผนที่จะกู้เงินจำนวนมาก



       ยันรัฐต้องเก็บภาษีเพิ่ม-หนุนสวัสดิการสังคม
       
 
       
       อย่างไรก็ดี นอกจากแผนที่จะกู้เงินแล้ว รัฐบาลควรมีการปฏิรูประบบภาษีเพื่อหารายได้ให้กับรัฐเพิ่มมากขึ้นด้วย เพราะรายจ่ายมีชัดเจน แต่รายได้ควรจะมีกลับเข้ามาสู่รัฐได้มากกว่านี้
       
       “ต้องปฏิรูปภาษี แต่ ดร.โกร่ง (วีรพงษ์ รามางกูร) ก็ประกาศแล้วว่าจะไม่มีการทำ ตรงนี้น่าห่วง เพราะการเก็บภาษีไม่ได้มาก ยิ่งทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มมากขึ้น แม้ตอนนี้จะมองว่ามีระดับหนี้สาธารณะแค่ 42.55% ของจีดีพี แต่อย่าลืมว่าหนี้สาธารณะยังไปซ่อนอยู่ในโครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพอีกหลายโครงการเช่น โครงการรับจำนำข้าว ที่ยังไม่ปรากฏในงบประมาณ เพราะยังมีตัวเลขการขาดทุนที่ไม่ชัดเจน แต่เป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะให้สูงขึ้นแน่นอน”
       
       โดยหากรวมกับการจัดงบประมาณปี 2556 ในจำนวน 2.2 ล้านล้านบาท รัฐบาลบอกว่าเวลา 7 ปี หนี้สาธารณะจะโตอย่างไรก็ประมาณ 10% ของจีดีพี ทำให้รัฐบาลคาดการณ์ว่า อีก 4-5 ปีข้างหน้า ตัวเลขหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ประมาณ 53% แต่ความจริงแล้วต้องบวกเข้าไปอีก 5-6%ซึ่งเป็นตัวเลขที่ซ่อนอยู่ รวมๆแล้ว หนี้สาธารณะในอีก 4-5 ปีข้างหน้าจะอยู่ที่ประมาณ 60%ของจีดีพี ซึ่งน่าเป็นห่วง
       
       ดังนั้นจึงเสนอว่า ประชานิยมที่ไม่จำเป็น ควรต้องยกเลิกเป็นการด่วน เพราะไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายแต่อย่างใด แต่ถ้ายังดึงดัน ความเสียหายต่อประเทศชาติจะเกิดขึ้นและมากกว่านี้แน่นอน
       
       ส่วนสิ่งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะต้องรีบดำเนินการในเรื่องของการบริหารงานให้โปร่งใส โดยเฉพาะโครงการลงทุนในระบบรางที่มีมูลค่าการลงทุนสูงมาก เพราะโจทย์ใหญ่คือเรื่องการทำให้ระบบลอจิสติกส์ของประเทศไทยดีขึ้น แต่ก็ต้องโปร่งใส เพราะทุกวันนี้มีการพูดกันในวงธุรกิจทั่วไปเป็นเรื่องธรรมดาว่า 1 โครงการนั้นจะมีเงินทอน หรือการทุจริตไปแล้ว 30-50% เหลืองบประมาณที่ใช้ในเนื้องานจริงๆ เฉลี่ยแค่ประมาณ 60% ของงบประมาณทั้งหมดซึ่งถือเป็นการเสียประโยชน์โดยใช่เหตุ
       
       สำหรับภาษีที่เห็นว่าควรจะมีการปฏิรูปใหม่นั้น มีหลายส่วนที่รัฐบาลควรปฏิรูป คือในฐานภาษีจะมี 4 ฐานสำคัญ คือ ฐานรายได้, ฐานรายจ่าย, ฐานธุรกิจการคลัง และฐานทรัพย์สิน
       
       ในส่วนฐานรายได้ พบว่ายังมีคนที่มีรายได้นอกระบบจำนวนมากแต่ไม่เคยเสียภาษี เช่น คนขายของจตุจักร คนขายของโบ๊เบ๊ หรือแม้กระทั่งชาวนาที่ร่ำรวยที่บางรายมีที่นามากถึง 200 ไร่เป็นต้น
       
       “คนที่มีรายได้แต่ไม่เสียภาษียังมีอีกมาก ถ้ารัฐไปดำเนินการขยายฐานของกลุ่มคนที่ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นได้ก็จะมีงบประมาณในการพัฒนาประเทศมากขึ้น”
       
       ในส่วนฐานรายจ่าย ก็แนะนำให้มีการทบทวนภาษี VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม จาก 7% เป็น 10% และฐานทรัพย์สินควรมีการเดินหน้าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ถูกรัฐบาลนี้ตีตกไป เพราะถ้าใช้เวอร์ชั่นตามที่มีการเสนอในสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลจะมีรายได้เข้ามาเพิ่มในระดับ 1.3 แสนล้านบาท และเงินส่วนนี้นำมาใช้ในการทำสวัสดิการสังคมได้เป็นอย่างดี
       
       


       
       
ทีม “special scoop”ASTVผู้จัดการรายวันจะนำเสนอปัญหาและผลกระทบจากการใช้นโยบายประชานิยมของรัฐบาลภายใต้ 2พี่น้องตระกูลชินวัตรทักษิณ-ยิ่งลักษณ์แม้จะกวาดคะแนนนิยมได้อย่างถล่มทลายก็ตามแต่ข้อเท็จจริงแล้วกำลังจะพาคนไทยไปสู่หายนะจริงหรือไม่?และรัฐสวัสดิการที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไรโดย 3 ผู้เชี่ยวชาญจากทีดีอาร์ไอและสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ รวม 3 ตอน



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด
รหัสป้องกันสแปม CAPTCHA Image



 *


เรื่องน่าสนใจ

เมื่อคนทำงานด้าน "สิทธิมนุษยชน" เรียกร้อง "สิทธิแรงงาน"
ทุนนิยาม: อุปสรรคของวาระแห่งงานที่มีคุณค่าในศตวรรษที่ 21
โฆษก สปสช. วอนโรงพยาบาลเร่งส่งข้อมูลมาเบิกจ่าย
คืบหน้า ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม
ความเสียหายภาคอุตสาหกรรมต่อเศรษฐกิจไทย
สภาทนาย เปิดอ้ารับเหยื่อน้ำท่วมฟ้องรัฐเพิ่ม ลั่นอายุความ 1 ปี
แรงงานพม่าระนอง เตรียมเดินทางกลับประเทศหลังปี 2558
คนงานซับคอนแทรค บ.ยูนิลีเวอร์ ร้อง ก.แรงงาน ถูกนายจ้างเบี้ยวค่าแรง
“วิทยา” เพิ่มสิทธิประชาชน เปลี่ยนสถานพยาบาลได้ปีละ 4 ครั้ง
พบหนี้เสียของสำนักงานประกันสังคมกว่า 4 พันล้านบาท
24 มิถุนายน 2475: สงครามบนแผ่นฟิล์ม
อัลจาซีร่าตีแผ่ชีวิตแรงงานพม่าตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ที่โรงงานในกาญจนบุรี
เผยตำแหน่งงานว่างทั่วปท.กว่า 6.5 หมื่นอัตรา
คำถามถึง ''เพื่อไทย'' ขึ้นค่าแรง 300 แค่ประชานิยมหรือตั้งเป้ารัฐสวัสดิการ
ทางหลุดจากบ่วงเกษตรพันธสัญญา ต้องรู้ทัน ‘รัฐทุนใต้ระบอบทุนสามานย์’!
'เกษตรพันธสัญญา : ใครอิ่ม ..... ใครอด?'
อนุฯ ด้านแรงงานข้ามชาติ สภาทนาย ค้านนโยบายส่งแรงงานหญิงตั้งครรภ์กลับประเทศ
จี้กระทรวงเกษตร-อปท.ช่วยเกษตรพันธสัญญา เข้าถึงสัญญาที่เป็นธรรม
หลากมุมมองต่อบทบาททางการเมืองของขบวนการแรงงานไทย
ชัยชนะของกรรมกรข้ามชาติ 'เอ็มแอพพาแรล' กับการต่อสู้เพื่อสิทธิค่าจ้างขั้นต่ำ
เมื่อ “ทุน” ปฏิเสธเสรีภาพในการจัดตั้ง/เจรจาต่อรองร่วมของแรงงาน อีกครั้ง
เปิดปม...นายทุนบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำเกาะสมุย
ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนคำ "กรรมกร" เป็น "แรงงาน" วิธีสะกด "ปีศาจวาทกรรม" ในสังคมไทย
เอ็นจีโอแรงงานชี้ สปส. ปล่อยกู้ไปทำงาน ตปท. แค่นำหนี้เข้าระบบ
ขยะพลาสติกจำนวนหลายตัน กองทับถมเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ของสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่กำลังประสบปัญหานี้ แต่มีนักธุรกิจหน้าใหม่ ที่พยายามเปลี่ยนขยะพลาสติกเหล่านี้ให้กลายเป็นน้ำมัน ทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดของโลก
อุตสาหกรรมรุกหนักแห่ลุยท้องนาแปดริ้ว
แผ่ชีวิตแรงงานไทย กับเทพธิดาแรงงาน 'จิตรา คชเดช'
นายทุนย้ายฐานการผลิตจากไทยได้ง่ายแค่ไหน?
ผู้ใช้แรงงานชี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
บทความแสงสำนึก: การลุกขึ้นประท้วงของกระฎุมพีเงินเดือน
ผลสำรวจชี้ ไทย มีอัตราว่างงาน ต่ำสุดในโลก
จี้รัฐเร่งสอบเหตุการตายของ 2 แรงงานพม่าที่เสียชีวิตระหว่างถูกส่งกลับประเทศ
แรงงานข้ามชาติร้องเรียนโรงถลุงแร่ที่ราชบุรียังไม่ปรับสวัสดิการ-แถมตำรวจขู่ซ้ำ
กรมแรงงานเพิ่มทักษะผปก.เปิดคอร์สรุก 6 อุตฯ ฟื้นกิจการ
เฮ! ก.แรงงาน เปิดประกันสังคม ให้แรงงานนอกระบบแล้ว
นักเศรษฐศาสตร์ชี้ปัญหาแรงงานข้ามชาติจะรุนแรงขึ้น
ทีดีอาร์ไอจี้เข้มจัดระเบียบต่างด้าว เพิ่มโอกาสแรงงานไทยความรู้น้อย
จุดเปลี่ยนที่ต้องจับตามองของนโยบายการจัดการแรงงานข้ามชาติ
หนุนปฎิรูป 'อุตฯ-กิจการ'ก่อนล่มสลาย ชี้ปลายปีสินค้าพาเหรดขึ้นราคารับศก.ฟื้นตัว
เฮ! ผู้ป่วยฉุกเฉิน รักษาได้ทุกโรงพยาบาล เริ่ม 1 เม.ย.นี้
ปชป.ขู่โชว์คลิปนักการเมืองก.แรงงาน รีดหัวคิดไปอิสราเอล 3 หมื่น
คนไข้วอนประกันสังคมเห็นใจคนไข้ที่ใช้บัตรประกันสังคม
เปิดคำพิพากษาคดีการนิคมอุตฯถมทะเล เพื่อก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด
นัดปิดไฟให้โลกพัก 1 ชม. 31 มีนาคมนี้
ผู้ป่วยไตโวย สปส.ให้สิทธิ์ไม่จริง ได้แค่ฟอกเลือดไม่คุ้มครองเปลี่ยนไต
รมช.พาณิชย์เร่งช่วยผลกระทบค่าแรง
ก.แรงงาน ชง ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม เข้า ครม.เน้นขยายสิทธิประโยชน์
ผลการศึกษาระบุสร้างเขื่อนส่งผลกระทบต่อจำนวนปลาในแม่น้ำโขง
สปส.ยันเพิ่มสิทธิประกันผู้ป่วยใช้จริงทุกรายการ ชี้มีผลคุ้มครองตั้งแต่ ก.ย.54
ส.ว.ตั้งกระทู้ทวงถามค่าเเรงและปัญหาน้ำ
ทุนนิยาม101: ชะตากรรมแรงงานไอที
นายกฯ ถวายรายงาน “ดยุกออฟยอร์ก” ชูขึ้นค่าแรงแก้ช่องว่างชนชั้น-ทรงถามเรียนจบที่ไหน
ผลวิจัยชี้ คนรวยมีนิสัยเห็นแก่ตัว
ครม.ให้รฟม.สีน้ำเงิน-เขียวกู้เงินต่อรวม7.2หมื่นล้าน
กพร.ตั้งเป้าออกค่าจ้างมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติให้ได้ปีนี้ 120 สาขา
ปัญหาบัตรทองที่ สปสช.ปกปิด-บิดเบือน
กรุงเทพโพลล์ เผย ปชช.ส่วนใหญ่ค้านขายหุ้น ปตท.
หนุน-ต้านเยียวยาเหยื่อชุมนุม คำตอบอยู่ที่"เจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาล"
ก.แรงงาน เล็งส่งแรงงานเพิ่มกว่า 1 หมื่นคน บุกตลาด ตอ.กลาง-แอฟริกา
กสร.ขู่! ผู้ประกอบการใช้แรงงานเด็ก สั่งดำเนินคดีทันที
สปส.ทวงหนี้โรงงานเบี้ยวจ่ายสมทบ
ม็อบยอมสลายการชุมนุมหน้า ปตท.
ทำำไมต้องเป็นG-20
ร้องสิทธิ ในวันแรงงานข้ามชาติสากล
เงื่อนไขเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีในประชาคมอาเซียน
เขมรได้ปีละ $180 ล้าน จากแรงงานต่างแดน ไทยมากที่สุด
สปส.ร่อนหนังสือถึง รพ.ร่วมโครงการรักษาโรคร้าย
เอกชนหนุนรัฐตั้งนิคมอุตฯเพิ่มหลังน้ำท่วม
แรงงานต่างชาติไม่ได้รับความช่วยเหลือน้ำท่วม
อุตฯ เผย 10 โรงงาน จ่อตั้งฐานการผลิตที่โคราช เลี่ยงพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม
ซันโยประกาศหยุดผลิตในไทยถาวรทำคน 2 พันตกงานทันที
ส.อ.ท.เป่านกหวีด รง.รถยนต์ เร่งกำลังการผลิต พนง.เล็งแจกโบนัส 6 เดือน
คลิปล้อเลียนเหตุการณ์ตลอดปี 2011
“ปู” รับปากจัดระบบประกันสุภาพมาตรฐานเดียว
บีโอไอ เคาะมาตรการช่วย รง.จมน้ำ เว้นภาษี 8 ปี นิคมฯ ยกเว้น 200%
ผลกระทบน้ำท่วมต่ออุตสาหกรรมส่งออกไทย
ไม่ลดความอ้วน โอกาสตกงานสูง
ญี่ปุ่นมอบเงิน 2 ล้าน สร้างพนังกั้นน้ำ จ.นครสวรรค์‏
สปส.ถูกหั่นงบ 1 หมื่นล้าน กระทบกองทุนว่างงาน หากตัวเลขเลิกจ้างเกิน 7.5หมื่นคน
รัฐบาล “ปู” เบี้ยวจ่ายเงินสมทบ สปส.กว่าหมื่นล้านบาท!!
ถกงบปี 55 ส.ส.รับงบดูงานเมืองนอก 175 ล้าน
เผยไทยขาดแรงงานภาคอุตฯ เหตุเด็กแห่เรียนปริญญาตรี
"เป็ปซี่" เตรียมปลดพนักงาน 4,000 คน
สภาถกงบปี 55 วาระ 2,3ว งเงิน 2.38 ลล.
ผ่าแผนแรงงานปี 55 เน้น “รุก” มากกว่ารับ!!
องค์กรอิสระ ปัจจัยต่อรองทางการเมือง
สภาที่ปรึกษาฯ รับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะ “ยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนามนุษย์”
โพลชี้ที่สุดแห่งปี 54 ประชาชน"ยี้" ขรก.-นักการเมืองขี้โกง
“ฮอนด้า”เตรียมทุบรถที่จมน้ำในนิคมฯโรจนะ 6 ขั้นตอน
สรุปสถานการณ์แรงงานในระหว่างและหลังเกิดอุทกภัยและข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล
ปมปัญหา ที่ สธ.ต้องสะสางในปีศักราชใหม่
ไทม์จัดอันดับ 10 ตัวเลขน่ารู้แห่งปี 2011



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.

ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการวิกฤติแรงงาน
อีเมล : wgal@labourcrisiscenter.com
เว็บไซต์ : htpp://www.labourcrisiscenter.com
 

เว็บไซต์นี้ “ มูลนิธิเอเชียสนับสนุนเว็บไซด์นี้ภายใต้โครงการของ โครงการบรรเทาผลกระทบต่อคนทำงานอันสืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ความคิดเห็นที่นำเสนอบนเว็บไซต์นี้เป็นของ โครงการบรรเทาผลกระทบต่อคนทำงานอันสืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก เท่านั้น และไม่จำเป็น ว่ามูลนิธิเอเชียจะเห็นพ้องด้วยแต่ประการใด” The Asia Foundation supports this website through a project with Working Group on Alleviating the Impact of the Global Economic Crisis on Affected Labors Project The views express on this website are solely those of the Working Group on Alleviating the Impact of the Global Economic Crisis on Project and do not necessary reflect the views of the Foundation