| โซนี่-ชาร์ปขาดทุนสะท้อนยุคตกต่ำอุตสาหกรรมญี่ปุ่น
โซนี่-ชาร์ปขาดทุนสะท้อนยุคตกต่ำอุตสาหกรรมญี่ปุ่น
ในปีที่ผ่านมา บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่น อย่างโซนี่และชาร์ป มียอดขาดทุนเป็นมูลค่าหลายแสนล้านเยน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า วงการอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงขาลงอย่างมาก และต้องเร่งปรับตัวโดยด่วน
อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นโซนี่ ชาร์ปหรือบริษัทยักษ์ใหญ่รายอื่น ซึ่งทุ่มการลงทุนไปที่การพัฒนาโทรทัศน์แบบจอแอลซีดี ต่างประสบปัญหาไม่สามารถแข่งขันในด้านราคาได้เมื่อโทรทัศน์จอแบนราคาตกลงอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีนี้ ขณะเดียวกันปัญหาค่าเงินเยนแข็งตัว ทำให้ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2551 บริษัทเหล่านี้ต่างสูญเสียตลาดโทรทัศน์ให้แก่ผู้ผลิตโทรทัศน์ในเกาหลีใต้และไต้หวัน
ในปี 2554 บริษัทโซนี มีผลประกอบการที่แย่ลงเป็นอย่างมาก โดยมียอดขาดทุนสุทธิสูงถึง 457,000 ล้านเยน หรือราว 185,000 ล้านบาทโซนี่ได้ตัดลดประมาณการผลกำไรประจำปี ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม ปีหน้า ลงไปมากถึง 1 ใน 3 จากเดิมที่คาดว่าจะได้กำไร 30,000 ล้านเยน เหลือเพียง 20,000 ล้านเยน โดยให้เหตุผลว่า เป็นเพราะยอดขายโทรทัศน์ที่ตกต่ำลง และค่าเงินเยนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินสกุลยูโร ซึ่งยุโรปถือเป็นแหล่งรายได้หลักที่มีสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 5 ของรายได้ทั้งหมดของโซนี่ ในช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปีนี้ โซนี่มียอดขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 24,600 ล้านเยน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่แย่กว่าเมื่อช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ที่ขาดทุนเพียง 15,500 ล้านเยน
ซึ่งยอดขาดทุนส่วนหนึ่งจำนวน 11,000 ล้านเยน มาจากสายการผลิตโทรทัศน์ปัญหาของชาร์ปก็เป็นไปในลักษณะเดียวกับโซนี่ เนื่องจากให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์โทรทัศน์มากเกินไป ซึ่งแม้จะทำรายได้ให้ชาร์ปถึงประมาณร้อยละ 60 แต่ชาร์ปก็ประสบภาวะขาดทุน โดยชาร์ปเพิ่งประกาศปรับตัวเลขคาดการณ์ผลประกอบการประจำปี จากเดิมที่เคยประกาศในเดือนพฤษภาคมว่าจะมียอดขาดทุนสุทธิตลอดปีอยู่ที่ 30,000 ล้านเยน หรือ 12,000 ล้านบาท เพิ่มสูงขึ้นเป็น 250,000 ล้านเยน หรือราว 101,000 ล้านบาท
แม้ชาร์ปจะเลือกแก้ไขปัญหาด้วยการขายหุ้นร้อยละ 10 ให้แก่บริษัทฮอนไฮ หรือที่รู้จักกันในนาม "ฟอกซ์คอนน์" ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ป้อนบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่นไอพอดรุ่นต่างๆ ของแอปเปิลและเครื่องเล่นเกมเพลย์สเตชั่นของโซนี่ แต่ยังคงไม่เพียงพอ ทำให้ต้องประกาศปรับลดจำนวนพนักงานทั้งหมด 5,000 ตำแหน่ง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 10 ของจำนวนพนักงานของบริษัทที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และนับเป็นการลดจำนวนพนักงานครั้งแรกในรอบ 52 ปี นายทาคาชิ โอคุดะ ประธานคนใหม่ของบริษัทชาร์ป ยืนยันว่า หากไม่ปรับโครงสร้างบริษัทและปรับลดจำนวนพนักงานลง บริษัทชาร์ปจะไม่มีโอกาสเติบโตอีกครั้งในอนาคต การปลดพนักงานออกของชาร์ปในครั้งนี้ เป็นการปรับแผนธุรกิจตามบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกันของญี่ปุ่น
ซึ่งก่อนหน้านี้ โซนี่และพานาโซนิคก็ปรับลดจำนวนพนักงานไปหลายพันคน พร้อมกับปิดโรงงานอีกหลายแห่ง มาตรการในการปรับตัวของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอิเล็กทรอนิกส์สัญชาติญี่ปุ่นเหล่านี้ ต่างแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงจากธุรกิจที่เคยทำกำไรมหาศาลและมีความมั่นคงในการทำงานในระดับที่สูงมาก มาเป็นภาคธุรกิจที่ประสบปัญหาอย่างหนัก ซึ่งไม่เพียงแต่จะอยู่ในช่วงขาลง แต่กำลังปรับทิศทางในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้หลุดพ้นจากแนวทางที่ผิดพลาดในปัจจุบัน และเพื่อความอยู่รอดในอนาคต
3 สิงหาคม 2555
|