dot dot
bulletประวัติศาสตร์แรงงานไทย
bulletพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ ๒๕๑๘
bulletพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑
bulletพระราชบัญญัติ แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓
bulletพระราชบัญญัติประกันสังคม และกฎหมายลำดับรอง
bulletพระราชบัญญัติ เงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗
bulletพ.ร.บ การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๒๑
bulletพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๐
bulletพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒
bulletพระราชบัญญัติ จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตราที่ ๑-๓๗
bulletกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
dot
หน่วยงานด้านแรงงาน
dot
bullet องค์กรแรงงาน
bulletกระทรวงแรงงาน
bulletกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
bulletสำนักงานประกันสังคม
bulletสมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (ประเทศไทย )
bulletสำนักความปลอดภัย
bulletกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
bulletกรมจัดหางาน
bulletศาลแรงงานกลาง
dot
คำสั่งเจ้าพนักงาน
dot
dot
ฎีกาที่น่าสนใจ
dot
bulletการสื่อสารเฉพาะ ๘ พื้นที่ และภาคี
dot
สมัครสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot


แบนเนอร์ตัวอย่าง


ประวัติศาสตร์แรงงานไทย

 

ในทุกขั้นตอนของกระบวนการพัฒนาประเทศตั้งแต่สังคมไทยโบราณเรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบัน มีผู้ใช้แรงงานจำนวนมหาศาลอาบเหงื่อต่างน้ำ ตรากตรำกรำแดดกรำฝน   ทุ่มเทแรงกายเพื่อสร้างความสำเร็จให้กับกระบวนการพัฒนาประเทศตลอดมา

1.แรงงานบังคับ ไพร่ ทาส

สังคมไทยโบราณปกครองในระบอบศักดินา มีแรงงาน ไพร่ ทาส ซึ่งเป็นแรงงานบังคับ หรือ แรงงานเกณฑ์ เป็นผู้ดำเนินการผลิตทุกด้านของสังคมทั้งการเกษตร การก่อสร้างวัดวา เวียงวัง ถนนหนทาง ตลอดจนเป็นทหารป้องกันประเทศ ไพร่ ก็คือราษฎรสามัญชนคนทั่วไปทั้งชายและหญิงทุกคนต้องขึ้นทะเบียนสังกัดกับมูลนายส่วนใหญ่ไพร่ชายต้องถูกเกณฑ์ไปทำงานราชการส่วนทาส ก็จะมีสถานภาพที่ต่ำกว่าไพร่

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีการทำสนธิสัญญาเบาริ่งกับอังกฤษในปี พ.ศ.2398 สยามต้องเปิดประเทศเพื่อทำการค้ากับชาติตะวันตก การผลิตเพื่อกินเพื่อใช้ ได้เปลี่ยนไปสู่การผลิตเพื่อการค้าเสรี ข้าวกลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญที่สุดในประเทศ มีการลงทุนด้านอุตสาหกรรมจากชาวต่างชาติโดยใช้เครื่องจักรสมัยใหม่ เกิดการขยายตัวของแรงงานรับจ้างที่มีผลทำให้ระบบแรงงานบังคับ ไพร่ ทาส ต้องเสื่อมสลายลง

 

2.กุลีจีน : แรงงานบังคับรุ่นแรก

ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นช่วงเปลี่ยนจากสังคมศักดินาเข้าสู่ระบบทุนนิยม ชาวสยามยังเป็นแรงงานบังคับในระบบไพร่ไม่มีอิสระที่จะไปรับจ้างจึงมีการใช้แรงงานจีน หรือ กุลีจีน ซึ่งเป็นแรงงานต่างชาติ แรงงานจีนถือเป็นแรงงานรับจ้างรุ่นแรกๆในการทำงานบุกเบิกสังคมไทย โดยต้องมีการผูกปี้ครั่งที่ข้อมือเป็นสัญลักษณ์การเสียภาษีให้รัฐไทยราวปีละ 2 บาท ก็จะมีอิสระในการเดินทางและทำงานรับจ้าง แรงงานจีนขยันขันแข็ง ทำงานหลากหลายประเภท เช่น เป็นกุลีลากรถ ทำงานขุดหนองขุดคลอง อู่ต่อเรือ เป็นกะลาสีเรือ ทำงานก่อสร้าง สร้างถนน เป็นคนงานในโรงงานน้ำตาล โรงสี โรงเลื่อย คนงานเหมืองแร่ โดยได้ค่าตอบแทนน้อยมากเมื่อเทียบกับงานที่หนักมากและขาดหลักประกันในการทำงาน ผู้คนจำนวนมากต้องกลายเป็นคนติดอบายมุข สูบฝิ่น เพราะรู้สึกสบายหายปวดเมื่อย และยังมีการรวมกลุ่มจัดตั้งองค์กรที่เรียกว่า อั้งยี่ขึ้นมา และอาศัยองค์กรประเภทนี้ดูแลพิทักษ์ผลประโยชน์ แต่อั้งยี่ก็กลายเป็นสิ่งต้องห้าม เป็นสมาคมลับ เมื่อมีการออกกฎหมายอั้งยี่ขึ้นมา

 

 

 

 3.แรงงานกับการปฏิรูปประเทศสมัยรัชกาลที่ 5

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือเป็นยุคแห่งการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยในหลายๆด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม การปฏิรูประบบสาธารณูปการได้สร้างความสะดวกสบาย นำความกินดีอยู่ดีมาสู่ประชาชนชาวสยามเช่น การขุดคูคลองเพื่อการคมนาคมขนส่ง และการชลประทานสร้างสะพาน ถนนหนทาง เส้นทางรถไฟ การประปา ไฟฟ้า ไปรษณีย์ โทรเลข และโทรศัพท์ มีผู้ใช้แรงงานจำนวนมากมายที่ทุ่มเททำงานและพลีชีพเพื่อความสำเร็จของโครงการปฏิรูป เป็นการปูพื้นฐานเพื่อการพัฒนาประเทศในยุคต่อๆมา กระบวนการพัฒนาประเทศมีความต้องการใช้แรงงานจำนวนมาก การมีไพร่ ทาสก็เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ล้าหลังป่าเถื่อนในสายตาชาวโลก

 

  

 รวมทั้งมีปฏิกิริยาเรียกร้องจากชนชั้นล่างจนเกิดเป็น กบฏไพร่ อยู่เสมอ ทำให้ในที่สุด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละขั้นตอนเพื่อยกเลิกระบบไพร่ ทาสและขุนนาง ในช่วงปี พ.ศ.2448

 

4.กรรมกรกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

นับแต่เปิดประเทศและเริ่มดำเนินการอุตสาหกรรม มีการเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง จนทำให้เกิดข้อขัดแย้งและนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างแรงงานกับนายจ้างตลอดมา มีการประท้วงผละงานของคนงานซึ่งมักมีสาเหตุมาจากเรื่องค่าจ้างและสวัสดิการในการทำงาน มีการรวมตัวกันไปร้องทุกข์กับตำรวจหรือนักหนังสือพิมพ์ มีการกดดันจากองค์กรแรงงานระหว่างประเทศเพื่อให้มีกฎหมายดูแลแรงงาน จนกระทั่งเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 สิทธิเสรีภาพของชนชั้นล่างได้รับการยอมรับมากขึ้นกรรมกรจึงเริ่มมีปากมีเสียง สมาคมกรรมกรรถรางแห่งสยามที่นำโดย นายถวัติ ฤทธิเดช

 

 

 

ได้รับการจดทะเบียนเป็นแห่งแรก รัฐบาลคณะราษฎรเริ่มก้าวแรกของนโยบายเกี่ยวกับกรรมกรโดยออกกฎหมายให้มีการจัดหางานมากขึ้นและมีนโยบายให้รัฐเข้าไปดำเนินกิจการอุตสาหกรรมแทนที่ชาวต่างชาติซึ่งเรียกว่า ทุนนิยมโดยรัฐ เกิดหน่วยงาน รัฐพาณิชย์ ซึ่งก็คือรัฐวิสาหกิจในยุคต่อๆมานั่นเอง

 

5.ยุคมืดของแผ่นดิน

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้นโยบายของคณะราษฎรที่เปิดกว้างในเรื่องสิทธิเสรีภาพจะทำให้เกิดองค์กรแรงงานที่เข้มแข็งอย่าง สมาคมสหอาชีวะกรรมกรแห่งระเทศไทย และต่อมาคือ กรรมกร 16 หนวย ที่ผลักดันให้เกิดพระราชบัญญัติกฎหมายแรงงานฉบับแรกเมื่อ พ.ศ. 2499  แต่อิทธิพลของรัฐบาลทหารในช่วงเวลาต่อมาก็ทำให้สิทธิเสรีภาพของคนงานถูกลิดรอน ในยุคสงครามเย็นอเมริกาซึ่งเป็นผู้นำแห่งค่ายทุนนิยมมีนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์และสนับสนุนให้เกิดระบอบเผด็จการทหาร สฤษดิ์ ถนอม ประภาส ขึ้นนับแต่รัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 เป็นต้นมา ถือเป็นยุคมืดของแผ่นดิน รัฐบาลกำจัดกวาดล้างผู้มีความคิดเห็นต่าง นักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ ปัญญาชน และผู้นำแรงงานจำนวนมากถูกจับกุมคุมขัง ศุภชัย ศรีสติ ผู้นำแรงงานของกรรมกร 16 หน่วยถูกยิงเป้าประหารชีวิตด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์

รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ. 2504 โดยส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนอย่างเต็มที่ การหมุนภาคอุตสาหกรรมในเมืองแล้วทอดทิ้งชนบททำให้เกิดการอพยพเพื่อไปหางานทำในเมือง แต่ชีวิตของผู้ใช้แรงงานต้องกลับแร้นแค้นสิทธิเสรีภาพถูกลิดรอน ถูกเอารัดเอาเปรียบ ช่องว่างระหว่างชนบทกับเมือง คนจนกับคนรวยถูกขยายออกไป

 

7.ยุควิกฤตขบวนการแรงงานไทย

วิกฤติเศรษฐกิจ ต้มยำกุ้งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเมื่อปี 2540 ทำให้เกิดการเลิกจ้างคนงานมากมายและมีการเร่งแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ต่อด้วยวิกฤต แฮมเบอร์เกอร์ที่สหรัฐอเมริกาในช่วงปี 2550 ที่ผลักคนงานจำนวนมากให้กลายไปเป็นแรงงานนอกระบบที่กฎหมายไม่ให้การคุ้มครองดูแล การขาดเอกภาพในขบวนการแรงงานรวมทั้งวิกฤตการเมืองแบ่งขั้วเหลือง แดง ส่งผลให้ขบวนการแรงงานไทยอ่อนแอลง ความไม่เข้มแข็งของขบวนการแรงงานไทยส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องแรงงานยังย่ำแย่มาจนถึงทุกวันนี้  ชีวิตของผู้ใช้แรงงานไทยส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในสภาพที่ขาดความมั่นคงในการทำงาน ค่าจ้างต่ำ สวัสดิการไม่เพียงพอ ทำงานในสภาพที่ไม่ปลอดภัย

 

 

 

6.ยุคฟื้นฟูขบวนการแรงงานไทย

14 ตุลา 2516 ขบวนการนักศึกษา ประชาชน ลุกขึ้นต่อสู้เผด็จการจนเกิดประชาธิปไตยขึ้นอีกครั้งในสังคมไทย สิทธิของแรงงานกลับคืนมามีการจัดตั้งสหภาพแรงงานขึ้นมามากมายเพื่อเป็นปากเสียงของผู้ใช้แรงงาน 6 ตุลา 2519 สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกลิดรอน การคุกคามถึงชีวิตทำให้นักศึกษา ประชาชน  รวมทั้งผู้ใช้แรงงานจำนวนมากต้องหลบหนีเข้าป่าเพื่อต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 การรัฐประหารของคณะ รสช. ได้แยกสลายขบวนการแรงงานภาครัฐวิสาหกิจกับเอกชน ทะนง โพธิ์อ่าน ผู้นำแรงงานที่ลุกขึ้นมาต่อต้านเผด็จการทหารหายสาบสูญไป ต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ 2535 ที่มีการเข่นฆ่าปราบปรามประชาชน

 



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด






Copyright © 2010 All Rights Reserved.

ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการวิกฤติแรงงาน
อีเมล : wgal@labourcrisiscenter.com
เว็บไซต์ : htpp://www.labourcrisiscenter.com
 

เว็บไซต์นี้ “ มูลนิธิเอเชียสนับสนุนเว็บไซด์นี้ภายใต้โครงการของ โครงการบรรเทาผลกระทบต่อคนทำงานอันสืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ความคิดเห็นที่นำเสนอบนเว็บไซต์นี้เป็นของ โครงการบรรเทาผลกระทบต่อคนทำงานอันสืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก เท่านั้น และไม่จำเป็น ว่ามูลนิธิเอเชียจะเห็นพ้องด้วยแต่ประการใด” The Asia Foundation supports this website through a project with Working Group on Alleviating the Impact of the Global Economic Crisis on Affected Labors Project The views express on this website are solely those of the Working Group on Alleviating the Impact of the Global Economic Crisis on Project and do not necessary reflect the views of the Foundation