dot dot
bulletประวัติศาสตร์แรงงานไทย
bulletพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ ๒๕๑๘
bulletพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑
bulletพระราชบัญญัติ แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓
bulletพระราชบัญญัติประกันสังคม และกฎหมายลำดับรอง
bulletพระราชบัญญัติ เงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗
bulletพ.ร.บ การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๒๑
bulletพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๐
bulletพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒
bulletพระราชบัญญัติ จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตราที่ ๑-๓๗
bulletกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
dot
หน่วยงานด้านแรงงาน
dot
bullet องค์กรแรงงาน
bulletกระทรวงแรงงาน
bulletกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
bulletสำนักงานประกันสังคม
bulletสมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (ประเทศไทย )
bulletสำนักความปลอดภัย
bulletกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
bulletกรมจัดหางาน
bulletศาลแรงงานกลาง
dot
คำสั่งเจ้าพนักงาน
dot
dot
ฎีกาที่น่าสนใจ
dot
bulletการสื่อสารเฉพาะ ๘ พื้นที่ และภาคี
dot
สมัครสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot


แบนเนอร์ตัวอย่าง


สิทธิแรงงานคือสิทธิมนุษย์ชน

 

สิทธิมนุษยชน
สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิพื้นฐานในความเป็นมนุษย์ ซึ่งมีสิทธิที่กฏหมายกำหนดและสิทธิที่ไม่ระบุไว้เป็นกฏหมาย
 
ความหมายของสิทธิมนุษยชน
                  หมายถึง สิทธิที่ทุกคนมีอยู่ในฐานะเป็นมนุษย์ ทั้งสิทธิในการดำรงชีวิตอยู่ในส่วนบุคคลและสิทธิในการอยู่ร่วมกันในสังคม สิทธิในความเป็นมนุษย์นั้น มีทั้งสิทธิตามกฏหมายและสิทธิที่มีอยู่โดยไม่ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติของกฏหมาย แต่เป็นสิทธิที่เกิดจากมาตรฐานเพื่อความถูกต้อง ความเป็นธรรม หรือความยุติธรรม แต่เดิมสิทธิมนุษยชนจะกล่าวถึงในชื่ออื่น เช่น สิทธิในธรรม สิทธิในธรรมชาติ เป็นต้น
 
สิทธิมนุษยชนจะครอบคลุมสิทธิต่างๆ ในการดำรงชีวิตของมนุษย์เพื่อให้มีชีวิตที่ดีในสังคมดังนี้
 
  • สิทธิในชีวิต ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน มนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่ได้และได้รับการคุ้มครองให้ปลอดภัยได้รับการตอบสนองตามความต้องการขั้นพื้นฐานของชีวิต ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่มห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย ทุกชีวิตล้วนมีคุณค่าด้วยกันทั้งสิ้น ไม่วาจะเป็นบุคคลที่ต้องการความช่วยเหลือเพื่อการดำรงชีวิตอยู่เป็นพิเศษจากผู้อื่น เช่น คนพิการ คนชรา ฯลฯ ดังนั้นทุกคนควรปฏิบัติต่อบุคคลด้อยโอกาส ให้ความสำคัญ ให้โอกาสและให้ความช่วยเหลือตามสมควร เพื่อให้ทุกชีวิตมีความเท่าเทียมกันมากที่สุด
  • สิทธิในการดำเนินชีวิตและพัฒนาตนเองตามแนวทางที่ถูกต้อง คนในสังคมต้องให้โอกาสกับคนที่เคยกระทำไม่ถูกต้อง ให้โอกาสคนเหล่านี้ได้รับการอบรมแก้ไขและพัฒนาตนเองใหม่ ให้สามารถมีชีวิตที่ดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น
  • สิทธิในการยอมรับนับถือ หมายถึง การที่บุคคลพึงปฏิบัติต่อกันด้วยการยอมรับซึ่งกันและกัน ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีและคุณค่าของชีวิตด้วยความเท่าเทียมกัน
 
ประเทศไทยได้เข้าร่วมรับรอง "ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน" ของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศ ดังนั้นบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงได้กำหนดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกคนตระหนักในความสำคัญของสิทธิมนุษยชน และเป็นแนวทางปฏิบัติต่อกันในฐานะเพื่อนมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน โดยตระหนักว่าทุกคนมีสิทธิในชีวิต มีสิทธิในการยอมรับนับถือ และมีสิทธิในการดำรงชีวิตและพัฒนาตนเองตามแนวทางที่ถูกต้องนั้นเอง
บทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา ประกอบด้วย ประธานกรรมการหนึ่งคน และกรรมการอื่นอีกสิบคน ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนมีอำนาจหน้าที่ดังนี้

  • เสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
  • ตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเสมอมาตรการแก้ไขที่เหมาะสมต่อบุคคล หรือหน่วยงานที่กระทำหรือละเลยการกระทำดังกล่าว เพื่อดำเนินการ ในกรณีที่ไม่มีการดำเนินการตามที่เสนอ ให้รายงานต่อรัฐสภาเพื่อดำเนินการต่อไป
  • ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือและการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานราชการ องค์กรเอกชน และองค์การอื่นในด้านสิทธิมนุษยชน
  • ส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการเผยแพร่ความรู้ต่างๆ ด้านสิทธิมนุษยชน

สรุปได้ว่า ทุกคนมีสถานภาพและบทบาทของตนเอง บุคคลต้องแสดงบทบาทให้สอดคล้องประสานกับสถานภาพของตนเอง
นอกจากนี้ทุกคนยังมีสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ต้องปฏิบัติซึ่งกฎหมายจะกำหนดไว้ ทุกคนควรให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เพื่อจะได้ปกป้องคุ้มครองตนเองและผู้อื่นให้ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างสงบสุข
การละเมิดสิทธิมนุษยชน
แม้ว่าจะได้มีการให้สัตยาบันตามปฏิญญาณสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เพื่อที่จะปกป้องคุ้มครองพลเมืองในแต่ละประเทศให้ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานเช่นเดียวกันก็ตาม ก็ยังคงมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ ปรากฏอยู่ตลอดเวลา เช่น หลายประเทศยอมให้มีการตรวจสอบ ว่าได้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นในประเทศของตน เช่น อิสราเอลที่ยึดครองดินแดนปาเลสไตน์ สาธารณรัฐประชาชนจีน และอีกหลายประเทศจากการสำรวจเมื่อปี 1994 องค์กรเอกชนที่มีชื่อว่า Amnesty International (องค์การอภัยโทษนานาชาติ) พบว่าในปี ค.ศ1993 นั้นใน 53 ประเทศมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมาก กล่าวคือ มีการกักขังนักโทษทางการเมือง หรือที่ขยายความให้มีขอบข่ายกว้างขวางมากกว่าเดิมคือ นักโทษแห่งจิตสำนึกที่แตกต่างออกไป มีเกินกว่า 1,000,000 คน ที่เสียอิสรภาพโดยไม่มีข้อกล่าวหาหรือไม่นำขึ้นไปสู่การพิพากษาในศาลสถิตยุติธรรม
ตัวอย่างในยุโรปคือ การสังหารโหดในบอสเนีย เฮอร์เซโกวินาจนต้องแยกออกมาจากยูโกสลาเวีย ในปี ค.ศ.1992 มีประชากร 4.6 ล้านคน เป็นคนมุสลิม ร้อยละ 44 ชาวเซอร์บ ร้อยละ 31 ชาวโครท ร้อยละ 17 นอกจากนั้นเป็นเชื้อชาติอื่น (ประเด็นการสู้รบคือ ชาวเซอร์บต้องการสร้างรัฐอิสระเชื้อชาตินิยมขึ้นมา)
ในทวีปเอเชียนั้นได้มีกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นจำนวนมาก สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีจำนวนประชากรมาก (จีนมีมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก 1200 ล้านคน ) อันดับสอง คือ อินเดีย ประมาณ 950 ล้านคน
ตัวอย่างในกัมพูชา อัฟกานิสถาน จีน อินโดนีเซีย (กรณีติมอร์ตะวันออก)
ในอินเดียมีปัญหาศาสนาในแคชเมียร์และปันจาบ ส่วนในพม่า หรือเมียนม่า (Myanmar) มีปัญหากับชนกลุ่มน้อย 27 กลุ่ม
ในกลุ่มประเทศอเมริกากลางและอเมริกาใต้ก็มีปัญหามาก เช่น ในบราซิล เอลซัลวาดอร์ เปรู เม็กซิโก และคิวบา
         นอกเหนือจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยรัฐบาลหรือกลุ่มทางสังคมและการเมืองแล้วยังมีการละเมิดภายในครอบครัว และกลุ่มหรือหน่วยทางเศรษฐกิจอีกด้วย ภายในครอบครัวมีกรณีการละเมิดสิทธิเด็ก หรือการใช้ความรุนแรงในครอบครัว การกักขังหน่วงเหนี่ยวหรือบังคับให้ทำงานมากเกินขอบเขตในโรงงานต่างๆ ก็มีปรากฏอยู่เสมอ เช่น กรณีที่เกิดขึ้นในโรงงานของคนไทยในมลรัฐแคลิฟอเนีย และผู้ตกเป็นเหยื่อคือคนไทยด้วยกันเอง
สิทธิมนุษยชนของผู้ใช้แรงงาน
โลกทุกวันนี้ก้าวสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ ที่ได้เชื่อมโยงส่วนต่างๆ ของทุกมุมโลกเข้าด้วยกัน ทุนนิยมโลกพัฒนาจากทุนนิยมผูกขาดในอาณาเขตของประเทศหนึ่ง มาสู่ทุนนิยมครอบโลกที่มีบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่สามารถแผ่ขยายอิทธิพลไปทุกขอบเขตของทุกประเทศได้อย่างง่ายดาย เสมือนหนึ่งโลกนี้ไร้พรมแดนหรือปราศจากอาณาเขต
การแข่งขันการค้า การลงทุน ระหว่างประเทศเป็นไปอย่างดุเดือด กระแสเสรีนิยมใหม่และการค้าเสรีกลายเป็นกระแสหลักที่ทะลุทะลวงไปทุกแห่งหน แต่ละประเทศกำลังไล่ล่าและไล่กวดแสวงหาความได้เปรียบหรือความเหนือกว่า เพื่อความยิ่งใหญ่และเพื่อการครอบครองโลกในทุกมิติของการพัฒนาเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม
"โลกาภิวัฒน์" ได้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนของบรรษัทข้ามชาติ และทำให้ประเทศต่างๆ มีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน องค์กรโลกบาล อย่างเช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารโลก และองค์การค้าโลก ถูกกำหนดและบงการโดยบรรษัทข้ามชาติในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ทำให้มีอิทธิพลกำหนดทิศทางความเป็นไปของสังคมโลก โดยมีรัฐบาลในประเทศด้อยพัฒนาทำการเปิดประเทศเพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมบนเส้นทางการค้าเสรี
"โลกาภิวัฒน์" ไม่เพียงแต่จะเป็นการเอื้ออำนวยให้บรรษัทข้ามชาติสามารถเคลื่อนย้ายการลงทุนเพื่อแสวงหากำไรสูงสุดจากสิทธิพิเศษด้านต่างๆ และแรงงานราคาถูกแล้ว ยังได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการจ้างงานที่มีลักษณะยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น สามารถกดขี่ขูดรีดผู้ใช้แรงงานได้มากยิ่งขึ้น สิทธิมนุษยชนและสวัสดิการสังคมที่เกิดจากการเคลื่อนไหวต่อสู้ของขบวนการแรงงานถูกบั่นทอนจนกระทั่งถูกทำลายลงไป
รูปแบบการกดขี่เยี่ยงทาส ถูกยกระดับให้กลายเป็นสิ่งชอบธรรมในยุคโลกาภิวัฒน์ ภายใต้เหตุผลของกรอบความคิดของการค้าเสรี โลกาภิวัฒน์จึงเป็นเพียงมิติเดียวทางด้านเศรษฐกิจของกลุ่มบรรษัทข้ามชาติ
ด้วยเหตุนี้ ขบวนการสหภาพแรงงาน องค์กรสิทธิมนุษยชน ในประเทศต่างๆ จึงได้นำเสนอและผลักดันให้มี มาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคมขึ้นในระดับสากล ซึ่งถือว่าเป็นอีกมิติหนึ่งของโลกาภิวัฒน์ทางด้านสังคมและทางด้านจริยธรรมของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรฐานเกี่ยวกับหลักจรรยาบรรณการค้า (Code of Conducts) การผลักดันให้องค์การค้าโลกจัดทำเงื่อนไขทางสังคม (Social Clause ) การให้สัตยาบรรณรับรองอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ (ILO Conventions) เป็นต้น
องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization:ILO) เป็นองค์การสากลที่มีบทบาทในการยกระดับมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2462 เป็นองค์กรระหว่างประเทศองค์การเดียวที่ยืนหยัดมาได้กว่า 85 ปี ทั้งๆ ที่องค์การที่ตั้งคู่กันมาคือ สันนิบาตชาติถูกยกเลิกไปและเมื่อมีการก่อตั้งสหประชาชาติขึ้น องค์กรแรงงานนี้จึงกลายเป็นองค์กรชำนาญพิเศษองค์กรแรกของสหประชาชาติ
องค์การแรงงานระหว่างประเทศถือกำเนิดจากการเคลื่อนไหวต่อสู้ของขบวนการแรงงานในช่วงก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ได้มาก่อตั้งอย่างเป็นทางการในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสงครามสงบได้มีการประชุมสันติภาพในปี 1919 ที่กรุงปารีส โดยจัดตั้งตัวแทนผู้ใช้แรงงานยกร่างข้อเสนอบรรจุไว้ในสนธิสัญญาแวร์ซาย และต่อมากลายเป็นรากฐานของกฎข้อบังคับขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ โดยมีเนื้อหาสำคัญที่เป็นอารัมภบทในข้อบังคับ คือ สันติภาพถาวรทั่วไปเกิดขึ้นได้โดยพื้นฐานของการมีความยุติธรรมในสังคมเท่านั้น
ในปี 1944 ไอ แอล โอ ย้ายไปประเทศแคนาดา และมีการประชุมขึ้นที่เมืองฟิลาเดลเฟีย เพื่อเตรียมงานรองรับปัญหาหลังสงคราม โดยมีการรับรองคำประกาศของฟิลาเดลเฟีย ที่เป็นการกล่าวถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชนของผู้ใช้แรงงานว่า ความยากจนมีอยู่ที่ใดจะก่ออันตรายต่อความรุ่งเรืองทุกแห่งหน และวาทกรรมที่ทรงพลัง จนถึงทุกวันนี้ก็คือ แรงงานไม่ใช่สินค้า เสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและการรวมตัวเป็นสิ่งสำคัญแสดงถึงความก้าวหน้าของสังคมอย่างยั่งยืน
ปัจจุบัน องค์การแรงงานระหว่างประเทศ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และ มีสำนักงานภูมิภาคตามทวีปต่างๆ ช่น ในเอเชียแปซิฟิค มีสำนักงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย นับได้ว่า องค์การแรงงานระหว่างประเทศได้พัฒนายกระดับความก้าวหน้าในการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง มีอนุสัญญาและข้อแนะจำนวนมาก ที่ทำให้รัฐประเทศองค์กรสมาชิกนำไปยกระดับมาตรฐานแรงงานในด้านต่างๆ ให้ดีขึ้น
แต่พอมาถึงยุคโลกาภิวัฒน์ในทุกวันนี้ มาตรฐานแรงงานกำลังถูกลดทอนและถูกทำลายลงตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการใช้แรงงานเด็ก การจ้างงานเหมาช่วง การเลิกจ้าง และการทำลายสหภาพแรงงาน ทั้งนี้ได้พัฒนารูปแบบใหม่ของการจ้างงานที่ซ่อนเร้นและมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ในวันที่ 18 มิถุนายน 1998 การประชุมประจำปีขององค์การแรงงานระหว่างประเทศครั้งที่ 86 ที่กรุงเจนีวา ได้ลงมติรับรองคำประกาศเกี่ยวกับสิทธิพื้นฐานของคนงาน และได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตาม ตรวจสอบสถานการณ์เกี่ยวกับเสรีภาพการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานและการเจรจาต่อรองร่วม การยกเลิกการใช้แรงงานบังคับ การยกเลิกการใช้แรงงานเด็ก การกำจัดการแบ่งแยกกีดกันในโอกาสการจ้าง โดยมุ่งเน้นเข้าไปตรวจสอบประเทศที่ยังไม่ให้สัตยาบรรณรับรองอนุสัญญาหลักขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ
การกำหนดให้มีมาตรฐานแรงงานระหว่าประเทศนั้น ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่จะให้ฝ่ายคนงานได้เรียกร้องส่วนแบ่งที่ยุติธรรม จากอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัฒน์ เพราะความจริงในทุกวันนี้ก็คือ การค้าเสรีนำมาสู่ความมั่งคั่งร่ำรวยให้กับบรรษัทข้ามชาติในขณะที่ผู้ใช้แรงงานยากจนอดอยากเป็นอย่างยิ่ง และถือเป็นช่วงเวลาที่สภาวะความเป็นทาสกำลังหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ทั้งๆ ที่โลกทุกวันนี้มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากทีเดียว
อนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ ถือเป็นอนุสัญญาหลัก ตามคำประกาศขององค์การแรงงานระหว่างประเทศก็คือ ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน ฉบับที่ 98 ว่าด้วยเสรีภาพการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานและการเจรจาต่อรอง ฉบับที่ 29 และ 105 ว่าด้วยการใช้แรงงานบังคับและการยกเลิกการใช้แรงงานบังคับ ฉบับที่ 100 ว่าด้วยค่าตอบแทนสำหรับงานเหมือนกัน ฉบับที่ 111 ว่าด้วยการกำจัดการเลือกปฏิบัติในการอาชีพและการจ้างงาน ฉบับที่ 138 ว่าด้วยอายุขั้นต่ำการทำงาน
อนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ เป็นเพียงหลักปฎิบัติในลักษณะการจูงใจให้องค์กรรัฐของแต่ละประเทศปฎิบัติตาม แต่ไม่ได้มีกลไกเชิงบังคับหรือมีกลไกการลงโทษ หากเกิดการละเมิดหรือการไม่ปฏิบัติตามอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ เพียงแต่เป็นเวทีทางสากลที่รัฐบางประเทศอาจถูกตั้งคำถาม ถูกประณามหรือถูกตำหนิจากที่ประชุมได้ ดังนั้นไอ แอล โอ จึงมีอิทธิพลในด้านของการส่งเสริม สนับสนุน มากกว่าการแทรกแซงหรือการกดดันโดยตรง
สำหรับแนวทางการดำเนินงานของไอ แอล โอ จึงมุ่งเน้นการพูดคุยทางสังคม (Social Dialog) การให้สัตยาบรรณ (Ratification) การให้ข้อแนะนำ (Recommendations) การให้ความช่วยเหลือทางวิชาการและทางเทคนิค
โครงสร้างของ ไอ แอล โอ เป็นแบบไตรภาคี ประกอบไปด้วย ตัวแทนฝ่ายคนงาน ตัวแทนฝ่ายรัฐบาล และตัวแทนฝ่ายนายจ้าง โดยมีการประชุมในเดือนมิถุนายนของทุกปี มีประเทศสมาชิกอยู่ 178 ประเทศ
รัฐบาลไทย เข้าเป็นภาคีสมาชิกองค์การแรงงานระหว่างประเทศตั้งแต่เริ่มก่อตั้งองค์การนี้เมื่อปี 2462 มีอนุสัญญาที่ตราขั้นแล้ว 185 ฉบับ และข้อแนะนำอีก 194 ฉบับ ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกเป็นเวลา 85 ปีแล้ว แต่ให้สัตยาบรรณรับรองเพียง 13 ฉบับเท่านั้น คือฉบับที่ 80 ,116, 104 , 105 ,127 , 14, 19 , 123, 29 ,88 ,122 , 100 , 182
ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2547 รัฐบาลไทยรับรองอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 138 คืออนุสัญญาว่าด้วยอายุขั้นต่ำที่ยอมให้จ้างงานหรือทำงานชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ความปลอดภัยหรือศีลธรรมของเยาวชน จะต้องกำหนดอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี
ในขณะที่อนุสัญญาหลักจำนวนมาก รัฐบาลไทยยังไม่ให้การรับรอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุสัญญาฉบับที่ 87 และ 98 ว่าด้วยสิทธิการรวมตัว และการเจรจาต่อรอง ซึ่งถือเป็นหัวใจในหลักประกันสิทธิเสรีภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความก้าวหน้าด้านประชาชิปไตยของประเทศนั้นๆ มี 142 ประเทศที่ให้การรับรองฉบับที่ 87 และ 154 ประเทศที่ให้การรับรองฉบับที่ 98 สำหรับในภูมิภาคเอเชียนั้น ประเทศต่างๆ ที่ให้การรับรองอนุสัญญาทั้งสองฉบับแล้ว อาทิ กัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ปากีสถาน และบางประเทศที่ให้การรับรองเฉพาะฉบับที่ 98 เช่น มาเลยเซีย สิงคโปร์ หรือพม่า ให้การรับรองเฉพาะฉบับที่ 87 เป็นต้น
ส่วนทางด้านประเทศไทยนั้น ขบวนการแรงงานเรียกร้องให้รัฐบาลลงนามรับรองอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศมาเป็นเวลาช้านานแล้ว แต่รัฐบาลไทยยังเพิกเฉยไม่ให้การรับรอง ทั้งๆ ที่ขณะนี้ประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นประเทศ ในระดับผู้นำของภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ และกำลังแสดงบทบาทริเริ่มเป็นผู้นำด้านต่างๆ บนเวทีสากล แต่ทางด้านสิทธิเสรีภาพการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานและการเจรจาต่อรองนั้น กลับเพิกเฉย จึงเป็นเรื่องที่น่าละอายเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมสะท้อนให้เห็นว่ามาตรฐานแรงงานไทยยังล้าหลังอยู่อีกมากทีเดียว เพราะรัฐบาลไทยยังไม่กล้าพอที่จะยอมรับสิทธิพื้นฐานของผู้ใช้แรงงาน
การไม่รับรองอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 87 และ 98 ภายใต้รัฐบาลทักษิณ ที่มีนางอุไรวรรณ เทียนทอง เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ในขณะนี้ ยังสะท้อนให้เห็นว่า นโยบายของพรรคไทยรักไทยด้านแรงงานนั้นยังไม่มีการนำมาปฏิบัติให้เป็นจริง เนื่องจากนโยบายของพรรคไทยรักไทยเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม ที่ผลิตและเผยแพร่หาคะแนนเสียงจากผู้ใช้แรงงานในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง 7 มกราคม 2544 ในข้อที่ 3 คือ สร้างมาตรฐานแรงงานสู่สากล ระบุไว้ชัดเจนว่า ลงนามในอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ILO ว่าด้วยเสรีภาพและสิทธิการจัดตั้งองค์กรและการเรียกร้องต่อรอง ซึ่งก็คือการรับรองอนุสัญญาฉบับที่ 87 และ 98 นั่นเอง
 

 



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด
รหัสป้องกันสแปม CAPTCHA Image



 *


กิจกรรมศูนย์ช่วยเหลือฯ

คณะกรรมการศูนย์ช่วยเหลือและจัดการวิกฤติแรงงาน พื้นที่ ภาคตะวันออก
แรงงานยื่น คปก.ปฏิรูปยุติธรรมแรงงาน เสนอออกข้อกำหนดศาลพิจารณาคดีพิเศษ
คณะทำงานศูนย์ช่วยเหลือฯ คสรท.ผู้นำแรงงาน และนักกฎหมายด้านแรงงานในประเด็นเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิแรงงานอันสืบเนื่องจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจกับปัญหากระบวนการยุติธรรมด้านแรงงาน ยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการ...
เกี่ยวกับคดี /กรณีร้องเรียน โครงการบรรเทาผลกระทบต่อคนทำงานอันสืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก
วีดีทัศน์ วิกฤติเศรษฐกิจโลกกับผลกระทบต่อแรงงานไทย ในการนำเสนอ "บทเรียนการต่อสู้ของแรงงาน ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลก"
บทเรียนการต่อสู้ของแรงงานในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ
สรุปบทเรียนการต่อสู้ของแรงงาน จากกรณีศึกษาในภาวะวิกฤติเศรษฐกฤติ
เสวนาประเด็นสิทธิแรงงานกับการเข้าถึงสิทธิและความเป็นธรรมในภาวะภัยพิบัติน้ำท่วม
4 อาสาสมัครนักกฎหมายสิทธิมนุษย์ชน (มอส) เปิดใจที่ได้เข้าร่วมงานกับศูนย์ช่วยเหลือและจัดการวิกฤติแรงงาน
การประชุมสัมมนา กรณีเรื่องเด่นของศูนย์ช่วยเหลือและจัดการวิกฤติแรงงาน
การอบรมเชิงปฏิบัติ “การพัฒนาผู้นำแรงงานเพื่อความเข้มแข็งของขบวนการแรงงาน”
4 องค์กรจัดหนัก !อบรมเข้มหลักสูตรพัฒนาผู้นำแรงงาน
ความคืบหน้าคดีนิคมอุตสาหกรรมอีสเทร์น ซีบอร์ดฯ ฟ้อง ๖ แกนนำสร.ฟอร์ด มาสด้า แห่งประเทศไทย ยอมความไม่ติดใจเรียกค่าเสียหายวันละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท
การประชุมหารือเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้านแรงงาน
นางรัศมี รามศิริ พนักงานรักษาความปลอดภัยหญิง (ยามหญิง) เรียกร้องสิทธิเท่าเทียมชาย
นางชวนพิศ แปลงทุน (ป้าสาย) ในนามสหภาพแรงงานจักรวาลเคมี และกรรมการสหพันธ์แรงงานปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์แห่งประเทศไทย)
วิกฤติแรงงานไทยในลิเบียกับศูนย์ช่วยเหลือและจัดการวิกฤติแรงงาน
”การพัฒนาผู้นำแรงงานเพื่อความเข้มแข็งของขบวนการแรงงาน (หลักสูตรเข้มข้น)”
ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการวิกฤตแรงงานเร่งช่วยผู้นำสหภาพฯพื้นที่อุตสาหกรรมแหลมฉบังชี้ถูกละเมิดสิทธิต่อเนื่อง
เลิกจ้างลูกจ้าง 166 คน และปิดกิจการชั่วคราว โดยอ้างภาวะเศรษฐกิจและประกอบกิจการขาดทุน
สรุปบทเรียนการทำงานของอาสาสมัครสิทธิแรงงานเพื่อเข้าถึงสิทธิแรงงาน
คนงานโวยถูกลดค่าจ้าง บริษัทอ้างปรับโครงสร้างใหม่
กรณีผู้นำและสมาชิกสหภาพแรงงานยานยนต์คนรับเหมาถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม
โครงสร้างและเนื้อหาของ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. ... โดยละเอียด
ส.ค.ส.พระราชทาน นำสุขสู่ทุกท่าน
๑๑ เรื่องเด่น คนทำงาน กับ วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์
ส่งเสริมเพื่อสร้างอาชีพ
กรณ๊ลูกจ้างร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมกับ ครส.
การจัดตั้งสหภาพแรงงาน
โครงสร้างและเนื้อหาของ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. .... โดยละเอียด
รายชื่อ อสร. และ อสส. ศูนย์ ๘ พื้นที่
สรุปการฝีกอบรมอาสาสมัคร
การอบรม อสร, อสส ครั้งที่ ๒
ความปลอดภัย
การจัดทำแผนปฏิบัติโครงการบรรเทาผลกระทบต่อคนทำงานอันสืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก
การอบรม อสร., อสส. เพื่อปฏิบัติงานศูนย์ช่วยเหลือและจัดการวิกฤติแรงงาน
การสัญจรพื้นที่ภาคตะวันออกชลบุรี
ติดตามงานในพื้นที่ แลกเปลี่ยนบทเรียนและข้อกฎหมายเพื่อการเข้าถึงสิทธิแรงงานพื้นที่ภาคตะวันออก(บ่อวิน)
ติดตามงานในพื้นที่ แลกเปลี่ยนบทเรียนและข้อกฎหมายเพื่อการเข้าถึงสิทธิแรงงาน พื้นที่กลาง, นวนคร, อยุธยา, และสระบุรี
ลูกจ้าง(พนักงานขับรถ) ในงานขนส่งทางบก : แรงงานถูกเอาเปรียบ รัฐออกกฎหมายไม่สอดคล้องและไม่กำกับดูแล และจ้างงานโดยฝ่าฝืนกฎหมาย
การจัดทำแผนปฏิบัติโครงการบรรเทาผลกระทบต่อคนทำงานอันสืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก
สัมมนาภาวะวิกฤติเศรษฐกิจกับการจัดการวิกฤติแรงงาน
กรณ๊ลูกจ้างร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมกับ ครส.



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.

ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการวิกฤติแรงงาน
อีเมล : wgal@labourcrisiscenter.com
เว็บไซต์ : htpp://www.labourcrisiscenter.com
 

เว็บไซต์นี้ “ มูลนิธิเอเชียสนับสนุนเว็บไซด์นี้ภายใต้โครงการของ โครงการบรรเทาผลกระทบต่อคนทำงานอันสืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ความคิดเห็นที่นำเสนอบนเว็บไซต์นี้เป็นของ โครงการบรรเทาผลกระทบต่อคนทำงานอันสืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก เท่านั้น และไม่จำเป็น ว่ามูลนิธิเอเชียจะเห็นพ้องด้วยแต่ประการใด” The Asia Foundation supports this website through a project with Working Group on Alleviating the Impact of the Global Economic Crisis on Affected Labors Project The views express on this website are solely those of the Working Group on Alleviating the Impact of the Global Economic Crisis on Project and do not necessary reflect the views of the Foundation