| ลูกจ้างโรงงานถูกเลิกจ้างปิดทางเข้าโรงงานร้องขอค่าชดเชย
ลูกจ้างโรงงานถูกเลิกจ้างปิดทางเข้าโรงงานร้องขอค่าชดเชย
คดีล้นศาลแรงงาน ลูกจ้าง 500 คนปักหลักประท้วงหน้าโรงงานในนิคมโรจนะอยุธยา หลังถูกเลิกจ้างกะทันหัน เรียกร้องผู้บริหารมาเจรจาเงินชดเชย เตรียมยกขบวนร้องผู้ว่าฯช่วย ขณะที่หลายบริษัททยอยเลิกจ้างอีก 1,500 คน ล่าสุดม็อบบุกปิดทางเข้าออกโรงงาน จนผู้บริหารยอมจ่ายเงินชดเชยให้ตามที่เรียกร้อง 60-120 วัน พร้อมนัดให้มารับเงินในวันที่ 11 ธ.ค. ที่สำนักงาน สวัสดิการและแรงงานกรุงเก่า ขณะที่สภาองค์กรลูกจ้างเผยอยุธยาแชมป์ปลดคนงาน
จากกรณีบริษัท เอ็มแอนด์เจ เทคโนโลยี จำกัด บริษัทญี่ปุ่นผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ส่งออก สวนอุตสาหกรรมโรจนะ โซนอี ม.5 ต.อุทัย อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ไล่ลูกจ้างซับคอนแทร็กต์ออกจำนวน 1 พันคน สร้างความเดือดร้อนให้กับลูกจ้างเป็นอย่างยิ่ง ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณด้านหน้าโรงงานบริษัท เอ็มแอนด์เจ เทคโนโลยี จำกัด เลขที่ 40/36 สวนอุตสาหกรรมโรจนะ ลูกจ้างกว่า 500 คน ที่ถูกไล่ออกจากงานแบบกะทันหัน โดยคนงานที่ถูกไล่ออกเป็นคนงานจากบริษัทซับคอนแทร็กต์ จำนวน 12 แห่ง ที่ส่งเข้ามาทำงานในบริษัทแห่งนี้ไม่เกิน 1 ปี ชุมนุมกันใช้โทรโข่งปราศรัยโจมตีผู้บริหารบริษัทเอ็มแอนด์เจฯ และบริษัทซับคอนแทร็กต์ที่เป็นนายจ้างให้รับผิดชอบ ท่ามกลางแดดร้อนอบอ้าว โดยมีตำรวจ สภ.อุทัย และรถดับเพลิงของสวนอุตสาหกรรม โรจนะ มาเตรียมพร้อมรับสถานการณ์
น.ส.ณัฐฐาศินี คำสวัสดิ์ อายุ 23 ปี กล่าวว่า ผู้บริหารต้องมาเจรจากับคนงานในวันเดียวกันนี้ แต่ปรากฏว่าพอถึงเวลากลับไม่มาตามนัด พวกตนจะรวมตัวประท้วงต่อไป และวันที่ 11 ธ.ค.จะนำคนงานไปยื่นหนังสือต่อผู้ว่าฯ พระนครศรีอยุธยา เพื่อให้เป็นคนกลางเจรจากับผู้บริหารให้รับคนงานกลับเข้าทำงานตามเดิม หรือหากจะปลดก็ควรจ่ายเงินค่าชดเชยตามกฎหมายกำหนดโดยเร็วที่สุด และเรียกร้องให้หน่วยงานราชการช่วยเหลือหางานโรงงานอื่นให้ทำหากต้องถูกเลิกจ้างจริง
นางจันทิพย์ เมฆจาย อายุ 31 ปี บ้านเดิมอยู่ จ.นครสวรรค์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนตกงาน สามีขอแยกทางเพราะทนรับสภาพความยากจนไม่ได้ ทิ้งตนและลูกวัย 3 ขวบไว้ ต่อมาได้เข้าทำงานในบริษัทแห่งนี้ผ่านบริษัทซับคอนแทร็กต์ได้เพียง 4 เดือน เมื่อถูกไล่ออกก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับชีวิต เพราะทุกวันนี้หาเงินเพียงคนเดียว ต้องส่งเงินให้ลูกและแม่ที่ต่างจังหวัดเดือนละ 3 พันบาท ค่าเช่าห้องก็เดือนละ 1,500 บาท ค่าน้ำค่าไฟอีก 300 บาท และไหนจะค่ากินอยู่อีก ตนหมดหนทางในชีวิตแล้ว ต่อไปไม่คิดจะทำงานในโรงงานแล้ว เพราะที่ผ่านมาถูกเลิกจ้างกะทันหันหลายโรงงานแล้ว และจะหันไปทำงานในร้านอาหารแทน
นางทับทิม ฟักฟอง อายุ 28 ปี ชาว อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ตนมีลูก 1 คน วัย 7 ขวบ สามีเคยขับรถสิบล้อส่งของ เพิ่งถูกไล่ออกจากงาน ตนเข้าทำงานในบริษัทแห่งนี้ได้เพียง 4 เดือนก็ถูกไล่ออก ทำให้กลายเป็นคนตกงานทั้งผัวเมียแบบกะทันหัน ลูกก็กำลังโต ค่าใช้จ่ายในครอบครัว และต้องผ่อนส่งรถจักรยานยนต์อีกเดือนละ 1,300 บาท เมื่อตกงานทุกอย่างก็จบ และยังไม่รู้จะไปหางานที่ไหนทำ
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นอกจากนี้ยังมีบริษัทชื่อดังในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ ซึ่งผลิตชิ้นส่วนอิเล็ก ทรอนิกส์อย่างน้อยอีก 4 แห่ง ปลดคนงานรวมกว่า 1,500 คนแล้ว เช่น บริษัท นิเด็คอิเล็กโทรนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ปลดคนงาน 1,000 คน, บริษัท ไพโอเนียร์แมนูเฟคเจอร์ริ่ง (ไทย) จำกัด ปลดคนงาน 100 คน ขณะเดียวกันพบว่าบริษัท A.G.C. (ประเทศไทย) จำกัด ในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ ที่มีคนงานจำนวน 3,000 คน เกิดกระแสข่าวว่าจะปิดโรงงานและปลดคนงานทั้งหมด เพราะปกติช่วงหยุดเทศกาลปีใหม่โรงงานจะหยุดให้ตั้งแต่วันที่ 30-31 ธ.ค.เป็นต้นไป แต่ปีนี้กลับมีประกาศติดหน้าโรงงานให้หยุดตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค.เป็นต้นไปจนกว่าจะพ้นเทศกาลปีใหม่ ทำให้คนงานหวั่นว่าโรงงานจะไม่เปิดต่อหลังผ่านเทศกาลปีใหม่
นอกจากนี้ยังพบว่าบริษัท เอ็มแอนด์เจ เทคโน โลยี จำกัด ที่ปลดคนงานออก 1,000 คน นอกจากจะผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกนอกแล้ว ยังเป็นบริษัทผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ส่งให้บริษัท เวสเทิร์ล์ ดิจิตอล (ประเทศไทย) จำกัด ในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน ซึ่งเป็นโรงงานผลิตขนาดใหญ่คนงานกว่า 20,000 คน ซึ่งพบว่าสภาพผลประกอบการชะลอตัว
เวลา 17.00 น. วันเดียวกัน พบว่าคนงานจำนวนกว่า 500 คน ที่ถูกปลดออกได้ฮือปิดทางเข้าออกโรงงานทุกด้าน โดยห้ามรถทุกชนิดเข้าออก และห้ามลูกจ้างเข้าออกโรงงานให้เฉพาะลูกจ้างที่ตั้งท้องเข้าออกเท่านั้น ทำให้ผู้บริหารของบริษัทที่เป็นชาวต่างชาติโดยเฉพาะจากประเทศสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นต้องติดค้างอยู่ภายในโรงงาน และคนงานที่ทำงานอยู่ 700 คน ที่เป็นลูกจ้างประจำเข้าทำงานอยู่ไม่สามารถออกจากโรงงานได้ โดยมีการปราศรัยโจมตีผู้บริหารโรงงาน รวมทั้งส่วนราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบไม่มาดูแลและให้ความช่วยเหลือ
น.ส.ณัฐฐาศินี ตัวแทนลูกจ้าง กล่าวว่า ขอให้รับคนงานเข้าทำงานตามเดิม แต่หากปลดก็ขอเรียกร้อง 3 ข้อในประเด็นการจ่ายเงินชดเชย โดย 1.หากคนงานทำงานมาไม่เกิน 120 วันให้บริษัทจ่ายเงินชดเชย 60 วัน, 2.หากคนงานทำงานมาระหว่าง 120 วัน-1 ปี ให้บริษัทจ่าย 90 วัน และหากทำงานเกิน 1 ปีให้จ่าย 120 วัน ข้อเรียกร้องแบบนี้ไม่อยู่เหนือกฎหมายแรงงาน แต่ผู้บริหารก็ไม่สนใจที่จะจ่ายให้ พร้อมยืนยันปลดลูกจ้างตามเดิม และวันที่ 11 ธ.ค.จะไปยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัด
นายบุญเชิด เขียวขำ ที่ปรึกษาสหภาพแรงงาน สภาองค์กรลูกจ้างพัฒนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สหภาพแรงงานบริษัทแห่งนี้เป็นสมาชิกของสภาองค์กรลูกจ้าง โดยมีภาคีเครือข่ายโรงงานเข้าช่วยเหลือในการเรียกร้องตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าโรงงานในเขต จ.พระนครศรีอยุธยา มีการปลดคนงานแบบกะทันหันมากที่สุดในประเทศไทย รวมจำนวนแล้วกว่า 10,000 คน สาเหตุมาจาก 2 ประเด็นที่รัฐบาลและกระทรวงแรงงานควรนำไปเป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหา คือ 1.คนงานที่ถูกปลดส่วนใหญ่เป็นคนงานจากบริษัทซับคอนแทร็กต์ ซึ่งไม่ได้รับการว่าจ้างโดยตรงจากบริษัทผู้ผลิต และ 2.ข้าราช การสังกัดกระทรวงแรงงานประจำจังหวัดหลายหน่วยงานไม่ทำหน้าที่ของตนเองและไม่ลงมาสัมผัสปัญหาที่แท้จริง ทำงานแต่ในห้องแอร์ นั่งเทียนข้อมูล เพื่อรายงานต้นสังกัดเท่านั้น สำหรับโรงงานแห่งนี้หากผลการเจรจาไม่ได้ตามข้อเรียกร้องซึ่งเป็นไปตามระเบียบ ทางสหภาพแรงงานจะประชุมกันในคืนนี้เพื่อหาทางเคลื่อนไหวในการปิดสวนอุตสาหกรรมโรจนะ เพื่อกดดัน
ขณะรายงานข่าวผลการเจรจาเบื้องต้นทางบริษัทกับเจ้าหน้าที่แรงงานจังหวัดและตัวแทนของลูกจ้างที่เข้าไปเจรจามีความคืบหน้าว่าจะมีการจ่ายเงินตามข้อเรียกร้องแต่ยังอยู่ในส่วนของรายละเอียดซึ่งลูกจ้างทั้งหมดยังไม่ยอมเปิดทางเข้าออกโรงงานเพราะยังไม่มีเจ้าหน้าที่ออกมาให้คำตอบอย่างชัดเจน
ต่อมาเวลา 19.00 น. น.ส.ณัฐฐาศินี คำสวัสดิ์ แกนนำ ออกมาแจ้งต่อคนงานที่ปิดทางเข้าออกถึงผลการเจรจาว่า ผู้บริหารจะไม่รับคนงานที่ปลดเข้าทำงานอีก แต่จะจ่ายเงินสดเพื่อชดเชยการถูกไล่ออกให้ตามข้อเรียกร้อง คือ 1.หากคนงานทำงานมาไม่เกิน 120 วัน ให้บริษัทจ่ายเงินชดเชย 60 วัน, 2.หากคนงานงานมาทำงานระหว่าง 120 วัน-1 ปี ให้บริษัทจ่าย 90 วัน และหากทำงานเกิน 1 ปีให้จ่าย 120 วัน และนัดหมายให้คนงานที่ถูกไล่ออกจำนวน 1,000 คน ไปรับเงินสดกันที่สำนักงานสวัสดิการและแรงงาน จ.พระนครศรีอยุธยา ในอาคารศาลากลาง จ.พระนคร ศรีอยุธยา ในเวลา 13.00 น. วันที่ 11 ธันวาคมนี้ ส่วนสาเหตุการเลิกจ้างงานทางบริษัทอ้างว่ายอดสั่งสินค้าจำพวกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีลดน้อยลงเท่านั้น
หลังจากที่คนงานได้รับฟังผลการเจรจาแล้วได้เลิกปิดทางเข้าออกและแยกย้ายกับกลับบ้าน หลังจากที่ประท้วงต่อเนื่องมานานกว่า 24 ช.ม.ที่หน้าโรงงาน โดยทางผู้บริหารใจดีจัดรถรับส่งให้ถึงที่พักคนงาน สร้างความพอใจให้กับลูกจ้างทั้งหมด
วันเดียวกัน นางธนนุช ตรีทิพยบุตร เลขาธิการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เปิดเผยว่า กำลังอยู่ระหว่างสำรวจและติดตามสถานการณ์แรงงานอย่างใกล้ชิด เพื่อรายงานความเคลื่อนไหวไปยังกระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รวมถึงการเปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลังเพื่อส่งสัญญาณเตือนให้ เตรียมพร้อมรับกับสถานการณ์ว่างงานในปี "52 ที่เกิดจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกถดถอย ซึ่งภาวะการว่างงานของประชากรล่าสุดในเดือนต.ค.ที่ผ่านมา ที่มีจำนวน 450,000 คน หรือ 1.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนยังไม่ส่งผลกระทบรุนแรงมากนัก แต่หน่วยงานภาครัฐต้องเฝ้าระวังการเลิกจ้างของแรงงาน และหามาตรการต่างๆ มากระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้เกิดการเลิกจ้างแรงงาน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของปี "52 ซึ่งพ้นฤดูกาลเกษตรและเป็นฤดูของการจบการศึกษา ซึ่งจะมีคนเข้าเมืองมาแย่งงานกันอีกระลอกหนึ่ง
"ถ้าเปรียบเทียบข้อมูลในอดีต ในช่วงที่เกิดภาวะต้มยำกุ้งปี "40 เกิดภาวะว่างงานสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.4 ล้านคน และมีอัตราการว่างงานถึง 4.4% ขณะที่ปัจจุบันมีจำนวนผู้ว่างงาน 450,000 คน หรืออัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นเท่ากับครั้งเกิดภาวะวิกฤตต้มยำกุ้งหรือไม่ สำนักงานสถิติแห่งชาติจะติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด" นางธนนุชกล่าว
ทั้งนี้ สสช.คาดว่า ในปี "52 จำนวนผู้ว่างงานอาจสูงถึง 1 ล้านคน จากปัจจุบันที่ว่างงานอยู่แล้ว 450,000 คน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 500,000-600,000 คน เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกและการปิดสนามบิน ซึ่งภาครัฐต้องเร่งติดตามและเฝ้าระวังการปลดแรงงานอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ประมาณ 300,000 คน ที่ทยอยเข้าสู่ตลาดแรงงานตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค.52 โดยรัฐบาลต้องเร่งสร้างงานใหม่รองรับแรงงานที่จบใหม่กลุ่มนี้ให้ทันเวลา ซึ่งมั่นใจว่าภาคการเกษตรจะสามารถรองรับแรงงานได้เป็นอย่างดี แต่ภาครัฐต้องมีนโยบายสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคเกษตรอย่างครบวงจร
ส่วนการมีงานทำในภาคอุตสาหกรรมการโรงแรมและที่พัก หลังเกิดเหตุการณ์ปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง และความขัดแย้งทางการเมือง พบว่า ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในธุรกิจโรงแรมและที่พักจำนวน 260,000 คน ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องตกงานในปี "52 โดยธุรกิจโรงแรมและที่พักที่มีแรงงานจำนวน 50-200 คน มีการจ้างงานเหลือเพียง 100,000 คน ลดลง 33,000 คน ส่วนธุรกิจที่มีแรงงานไม่เกิน 50 คน มีการจ้างงานเหลือเพียง 70,000 คน ลดลงจากเดิม 20,900 คน
ส่วนโรงแรมและที่พักที่มีแรงงานตั้งแต่ 200 คนขึ้นไป แม้จะไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกมากนัก เพราะจำนวนการจ้างงานเพิ่มขึ้นเป็น 90,000 คน จากที่มีอยู่ 80,000 คน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ปิดสนามบินทำให้แรงงานที่อยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่ กลางและเล็กอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการตกงาน ส่วนจะมีการปลดคนงานมากน้อยเพียงใดคงต้องขึ้นอยู่กับเจ้าของสถานประกอบการว่าจะแบกรับต้นทุนได้มากน้อยเพียงใด ขณะเดียวกันแรงงานที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหารและภัตตาคาร และการขนส่งอีกหลายแสนคน เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างในอนาคตเช่นกัน
ขอขอบคุณรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด
|