| ค้านค่าแรง 300 บาทเพื่อตนเอง
ค้านค่าแรง 300 บาทเพื่อตนเอง
ในขณะที่รัฐบาลยังไม่ได้แถลงตำแหน่ง โฉมหน้าของคณะรัฐมนตรีจะออกมาเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ แต่เราได้เห็นการออกมาประสานเสียงคัดค้านนโยบายที่มีการหาเสียงไว้ โดยเฉพาะนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าเป็นภาคเอกชน โดยอ้างว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะกระทบต่อต้นทุนการผลิต สูญเสียศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งเงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้น
คนเหล่านี้แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงแค่เจ้าของกิจการที่ต้องการจะบีบเอาผลประโยชน์และกำไรให้กับตัวเองให้มากที่สุด โดยไม่คำนึงถึงความเป็นมนุษย์ด้วยกัน
ลองคิดดูง่ายๆ ว่าถึงแม้ค่าแรงขั้นต่ำจะขยับขึ้นไปเป็น 300 บาทต่อวันจริงถ้าคนๆ หนึ่งทำงานแบบไม่มีวันหยุด เขาจะได้ค่าตอบแทนเพียงแค่เดือนละ 9,000 บาทเท่านั้น แต่ในชีวิตจริง คงไม่มีใครทำงาน 30 วัน ลองหักวันหยุดอีก 4 วัน เหลือ 26 วันต่อเดือน ลองถามใจของเจ้าของกิจการเหล่านั้นดูว่าในสภาพเศรษฐกิจสังคมปัจจุบันด้วยเงิน 7,800 บาทสำหรับการใช้ชีวิต ยิ่งถ้ามีครอบครัวด้วยแล้ว จะยากลำบากแค่ไหน
ในความเข้าใจของผมเอง ผมคาดว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นความพยายามของรัฐบาลใหม่ที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้กับคนไทย โดยให้คนที่มีรายได้น้อยสามารถที่จะลืมตาอ้าปากในสังคมไทยได้ อย่าเห็นแก่ตัวโดยมองเพียงแต่ด้านผลกระทบต่อธุรกิจของตนเองแต่เพียงอย่างเดียว
ลองนึกดูว่าเมื่อคนเริ่มมีรายได้มากขึ้น แน่นอนที่ว่าพวกเขาเหล่านั้นก็ต้องจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น การหมุนเวียนของเศรษฐกิจก็จะเติบโตขึ้นเป็นเงาตามตัว สินค้าอุปโภคบริโภคก็จะขายดีมากขึ้น เม็ดเงินกระจายสู่ครอบครัว ญาติพี่น้องของพวกเขาเหล่านั้นมากขึ้น เท่ากับว่าเป็นการช่วยยกฐานของระบบเศรษฐกิจไทยทั้งหมดให้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีให้ธุรกิจของเจ้าสัวต่างๆ ขยายตัวด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้คนเหล่านั้นอาจจะเริ่มเจียดเงินบางส่วนเพื่อแสวงหาความสุนทรีย์ ความรื่นรมย์ให้กับชีวิตตามที่พวกเขาพึงจะหาได้ ย่อมน่าจะเป็นสิ่งดีที่ทำให้สภาพสังคมของเราอิ่มเอมไปด้วยความสุข และรอยยิ้ม ซึ่งนี่ไม่ใช่ภาพของสังคมที่เราอยากเห็นหรือ ทุกคนในสังคมก็ล้วนจะมีความสุขไปพร้อมๆ กัน
สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย ซึ่งเป็น 3 ภาคเอกชนยักษ์ใหญ่ออกมาประสานเสียงกันคัดค้านนโยบายดังกล่าว เพราะองค์กรเหล่านี้เป็นตัวแทนของทุนที่เห็นแก่ประโยชน์ของตนเอง เพราะทั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์ หรือแม้แต่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังที่ดูแลภาพรวมของเศรษฐกิจไทยยังเชื่อว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไม่น่าจะกระทบกับเงินเฟ้อ อีกทั้งน่าจะส่งผลดีต่อการบริโภคภาคเอกชนให้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจจะเติบโตเพิ่มขึ้น
ก่อนหน้านี้มีเสียงจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะทำให้ราคาบ้านสูงขึ้น แต่ผมได้อ่านทวิตเตอร์ของคุณเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการของแสนสิริ (@thavisin) ที่เขียนไว้ว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะไม่กระทบกับราคาบ้าน เพราะค่าแรงคิดเป็นส่วนน้อยของต้นทุนทั้งหมด
เอาล่ะสิ ขนาดผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ยังออกมายืนยันว่าการขึ้นค่าแรงไม่กระทบต่อราคาขายบ้าน ดังนั้นบรรดาเจ้าของกิจการต่างๆ กลัวอะไร ??วันๆ ผู้ประกอบการเอกชน ล้วนแต่หาทางที่จะบีบคั้นลูกจ้างให้ทำงานหนัก ค่าตอบแทนไม่เหมาะสม ด้วยวลีที่ว่าเราต้องช่วยกันลดค่าใช้จ่ายเพื่อกิจการอยู่รอด แต่เคยคิดถึงหัวใจของลูกจ้างบ้างหรือไม่

เห็นราคาบุฟเฟต์ข้างบนนี้มั้ยครับ 1 มื้อสำหรับ 1 คนราคา 9,416 บาท สำหรับเจ้าของกิจการคงเป็นเรื่องสบายๆ ในขณะที่ลูกจ้างของพวกเขาเหล่านั้นได้เงินเฉลี่ยทั้งเดือนยังไม่เท่ากับอาหารที่คนทานเพียง 1 มื้อ ดังนั้นถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนที่เรียกตัวเองว่าเป็นชนชั้นนำในสังคมจะหันกลับมาช่วยกันประคับประคองให้ทุกคนในสังคมมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ใช่จะเหยียบย่ำคนที่จนอยู่แล้วให้เตี้ยต่ำติดดินตลอดไป มนุษย์ทุกคนล้วนมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์และในฐานะคนหนึ่งคน ควรได้รับการดูแลในฐานะมนุษย์เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การขึ้นค่าแรงนั้นต้องเข้าใจในฝั่งนายจ้างเช่นกันว่าถ้าผลิตภาพการผลิตของเขาไม่เพิ่มขึ้น เพิ่มค่าแรงไปก็ต้องกระทบต่อรายได้อย่างแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่ควรทำควบคู่กันไปคือการเร่งพัฒนาศักยภาพฝีมือแรงงานของเราให้มีความสามารถและทักษะเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับภาครัฐจะต้องออกมาตรการเข้าไปช่วยดูแลกิจการเช่น สินเชื่อเพื่อการพัฒนาธุรกิจ เป็นต้น
คุยเรื่องค่าแรง 300 บาทต่อวันมาตั้งนาน ก่อนจะเขียนบทความนี้จบไปเห็นข่าวชิ้นนึงในมติชน เลยอยากลองให้อ่านกันดูนะครับว่าค่าตอบแทนเฉลี่ยของผู้บริหารธนาคารไทยพาณิชย์อยู่ที่ 15.72 ล้านบาทต่อคนต่อปี หรือ วันละ 43,068 บาท
มันช่างเหลื่อมล้ำกันเหลือเกิน !!
1 สิงหาคม 2554 เวลา 11:22 น.
View: 3727
http://www.voicetv.co.th/ |