| 'เจ้าสัวซีพี' ชี้ 'ค่าแรง 500 - เงินเดือน 2 หมื่น' รออีก 5 ปี 'เจ้าสัวซีพี' ชี้ 'ค่าแรง 500 - เงินเดือน 2 หมื่น' รออีก 5 ปี
สภาอุตฯโอดปรับค่าจ้างต้องสมดุล โต้ไทยยังไม่พร้อมสู่ 'ค่าแรงขั้นต่ำ 500 บาทต่อวัน' หวั่นกระทบอุตฯเพียบ! ด้าน ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทยชี้ อีก 5 ปีไทยมุ่งสู่ 'ประเทศพัฒนา-ค่าแรงสูง-ยุคเทคโนโลยี' เผย7ปัจจัยSMEs ปรับรับAEC
นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพิ่มสูงขึ้นถึง 40% เป็น 300 บาท และอัตราค่าจ้างปริญญาตรีเป็น 15,000 บาทต่อเดือน ถือเป็นปัญหาใหญ่ ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรม และธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็กต้องปรับกลยุทธ์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ส่วนด้านแรงงานก็ต้องพัฒนาฝีมือให้สอดคล้องกับค่าแรงที่สูงขึ้น

ธนินท์ เจียรวนนท์
เจ้าสัวซีพี หนุน 'ค่าแรง 500 -เงินเดือน22,000 บาท
อย่างไรก็ดี นโยบายขึ้นค่าจ้างดังกล่าวผู้ประกอบการธุรกิจจำนวนมากไม่สามารถดำเนินการได้ ขณะที่ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวถึงค่าจ้างแรงงานไทยในงาน "35 ปีหนองหว้ากับการพัฒนาที่ยั่งยืน" ที่ผ่านมาว่า อัตราค่าเงินเดือนข้าราชการเมื่อ 47 ปีก่อนอยู่ประมาณ 800-900 บาทต่อเดือน หากเพิ่มเป็น 15,000 บาทต่อเดือน จะถือว่าปรับเพิ่มเป็น 15 เท่า
ส่วนอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเมื่อปรับเป็น 300 บาทต่อวัน จะเท่ากับเพิ่มขึ้นเพียง 11 เท่า ซึ่งไม่สมดุลต่อค่าครองชีพ เมื่อเทียบกับค่าน้ำมันที่สูงขึ้นถึง 25 เท่า จากลิตรละ 1.70 บาท เป็น 40 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นราคาที่ประเทศมหาอำนาจเข้าแซกแทรกแล้วก็ตาม ทั้งนี้ควรปรับเงินเดือนข้าราชการเป็น 22,000 บาทต่อเดือน ส่วนค่าแรงขั้นต่ำควรอยู่ที่ 500 บาทต่อวัน เทียบราคาน้ำมัน และค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้เมื่อแนวโน้มราคาน้ำมันยังคงปรับสูงขึ้น และถ้าประเทศอิหร่านมีการสู้รบ ก็ยิ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น อาจเห็นราคาน้ำมันสูงถึง 200-300 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
“ ถ้ามีการนำพลังงานทดแทนมาใช้ก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันลดต่ำลง ส่วนราคาพืชที่ใช้ผลิตเอทานอลควรปรับสูงขึ้นตามไปด้วย อาทิ อ้อย, มันสำปะหลัง”สภาอุตฯโอดปรับค่าจ้างต้องสมดุล
ด้าน พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในระยะสั้นหากมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นเป็น 500 บาทต่อวัน ถือว่าเร็วเกินไป ยังมีหลายอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก และจะส่งผลให้กระทบภาคอุตสาหกรรมเหล่านั้น จากที่บางอุตสาหกรรมกระทบน้อยก็เลื่อนเป็นกระทบกลาง จากกลางจะกลายเป็นสูงขึ้น เป็นต้น เป็นการปรับเพิ่มเกือบเท่าตัว
ขณะที่ปัญหาการขาดแคลนของแรงงานก็มีอยู่มาก ภาคอุตสาหกรรมก็ไม่มุ่งแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมเดินหน้าขยับโครงสร้างอุตสาหกรรม และนำเทคโนโลยีมาใช้มากยิ่งขึ้น แต่ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน และบางอุตสาหกรรมไม่สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้แทนแรงงานคนได้ จึงต้องคำนึงถึงการแข่งขันของผู้ประกอบการร่วมด้วย
ดังนั้นการบริหารค่าแรงจะต้องทำควบคู่ประกอบกับโครงสร้างอุตสาหกรรม ความสามารถของแรงงาน และความสามารถของผู้ประกอบการ รวมถึงความเป็นอยู่ของแรงงานที่ต้องสอดคล้องเหมาะสม สมดุลกับภาวะเศรษฐกิจ สังคม ค่าครองชีพ ฯลฯ จะมีการปรับช้าไป หรือเร็วไปก็ไม่ส่งผลดีต่อทุกฝ่าย

ไทยมุ่งสู่ประเทศพัฒนาแล้ว
ขณะที่ ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วิเคราะห์ว่าแนวโน้มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และอัตราเงินเดือนของข้าราชการมีทิศทางสูงขึ้น และอีกประมาณ 5 ปีข้างหน้าค่าจ้างขั้นต่ำอาจปรับสูงถึง 500 บาทต่อวัน และอัตราเงินเดือนข้าราชการปรับถึง 22,000 บาทต่อเดือนก็อาจเป็นได้ ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้น มีการค้าขายสูงขึ้น จากการลงทุนของภาครัฐ และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ที่ไทยถือเป็นภูมิศาสตร์ที่ดี มีโอกาสในการสร้างรายได้ และเป็นทางสู่การส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าแม้ประเทศไทยจะถูกน้ำท่วม แต่หลายอุตสาหกรรมก็ยังคงใช้ไทยเป็นฐานการผลิต และมีผู้ยืนขอสิทธิประโยชน์จาก BOI อยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ในระยะ 2-3 ปีนี้ประเทศไทยคงยังไม่พร้อมปรับค่าแรงสูงถึงขนาดนั้น
ผลจากการขึ้นค่าจ้างทำให้ตลาดแรงงานขั้นต่ำ และข้าราชการเปลี่ยนวิถีการทำงานไปจากอดีต ตัวอย่างเช่น ลูกจ้างต้องเสริมทักษะในการทำงาน เพื่อการแข่งขันในตลาดมากยิ่งขึ้น, ข้าราชการจะมีผู้ที่มีความสามารถเข้าสู่ระบบมากยิ่งขึ้น เงินเดือนราชการอาจสูงกว่าบริษัทเอกชนบางแห่ง และอาจกำหนดคุณสมบัติต่างๆ ในการพิจราณามากขึ้นอาทิ ต้องผ่านการทดสอบความสามารถ ในการใช้ภาษาอังกฤษ หรือโทเฟิล (TOEFL) สูงถึง 550 เป็นต้น ส่วนลูกจ้างอาจพัฒนาตนเอง โดยการไปสอบใบประกาศต่างๆ หรือเข้าอบรมเพิ่มความรู้ เพราะระบบสร้างให้มีการแข่งขัน และไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้ค่าจ้าง 22,000 บาททุกคน
“แม้ไทยยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา แต่มีทิศทางการเติบโตที่สูง ถือว่าโดดเด่นมาก และกำลังมุ่งสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว กระทรวงศึกษาธิการจึงควรเพิ่มทักษะให้แก่นักเรียน เพื่อสอดคล้องกับตลาดในอนาคต เช่น ภาษาอังกฤษ, ผู้ที่จบม.6 อาจมีการเรียนฝึกอาชีพ ร่วมด้วย เป็นต้น”

สู่ยุคเทคโนโลยี
ทั้งนี้การจะขึ้นค่าแรงต้องคำนึงถึงความพร้อมของธุรกิจ ต้องมีการปรับโครงสร้างของธุรกิจ อย่างอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมากต้องปรับตัว นำเทคโนโยลีมาใช้มากยิ่งขึ้น อาจต้องเน้นอุตสาหกรรมที่ไม่ใช้แรงงานจำนวนมาก แต่เน้นคุณภาพ ทักษะของแรงงาน เป็นต้น
สำหรับอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบมากจากการขึ้นค่าแรงจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก มีสัดส่วนต้นทุนที่เกิดจากค่าแรงงานตั้งแต่ 40-50% ของยอดขายเป็นต้นไป และเป็นแรงงานที่ไม่ค่อยมีทักษะ หรือฝีมือมากนัก ประกอบด้วย 1.อุตสาหกรรมสิ่งทอ สำหรับสินค้าที่เน้นจำนวน ราคาถูก เช่น เสื้อโหล 2. อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ที่ไม่เน้นฝีมือ 3. อุตสาหกรรมรองเท้า หรือกลุ่มเครื่องหนัง ที่ผลิตจำนวนมาก 4.อุตสาหกรรมก่อสร้าง เป็นต้น
7 ปัจจัย SMEs ปรับรับ AEC
ส่วนธุรกิจ SMEs ต้องปรับตัวรับกับอัตราค่าแรงที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอน ในระยะสั้นต้องเร่งบริหารสภาพคล่องให้ดี และอนาคตควรปรับตัว กล่าวคือ 1. นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย 2. เพิ่มคุณภาพของสินค้า 3. พัฒนาฝีมือแรงงาน เช่น พนักงานขายอาจต้องทำการส่งเสริมการตลาดร่วมด้วยในการเรียกลูกค้า 4. มองหาช่องทาง และเจาะตลาดใหม่ เพื่อสร้างรายได้ให้สูงขึ้น 5. สร้างแบรนด์สินค้า 6. เตรียมพร้อมรับการแข่งขันในการเปิด AEC 7. มองหาช่องทางในการใช้ประโยชน์จาก AEC เป็นต้น
ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่บางแห่งมีการจ้างแรงงานขั้นต่ำที่มีฝีมือในอัตรา 300-400 บาท และเงินเดือนปริญญาตรีที่มีความสามารถสูงถึง 20,000 บาท ทั้งนี้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างเยอรมันมีการใช้ความสำคัญกับการจ้างงานที่มองด้านทักษะ อาทิ ช่างที่มีฝีมือ ทัดเทียมนายช่างก็สามารถได้เงินเดือนระดับเดียวกัน ขณะที่ไทยค่าจ้างระหว่างช่าง กับ นายช่างต่างกันมาก
ภาพ: อินเทอร์เน็ต
|
โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์
|
26 มกราคม 2555
|
|