
นายณรงค์ยังได้เสนอทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจอื่นๆว่า ถ้าหากเราอยากให้บริการแก่ประชาชนอย่างทั่วถึงโดยไม่ใช้รัฐสวัสดิการ เราก็สามารถทำได้โดยใช้ "สังคมสวัสดิการ" ซึ่งมีต้นแบบจากประเทศแคนาดา โดยเป็นการร่วมด้วยช่วยกันระหว่างรัฐ ธุรกิจ และสังคม โดยมีรัฐเป็นผู้จัดการ แต่ไม่ใช่การที่รัฐลงทุนทำทุกอย่างแต่เพียงผู้เดียว
นายณรงค์ยังกล่าวว่า ปัญหาหลักของสังคมไทยคือความไม่เป็นธรรมทั้งปวง ซึ่งดูได้จากความเลื่อมล้ำ ทั้งเรื่องรายได้ เรื่องสิทธิ และเหลื่อมล้ำเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และหากว่าเราต้องการจะแก้ความเหลื่อมล่ำดังกล่าว เราจะต้องแก้ที่ "อำนาจ" ซึ่งก็คือความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจระหว่างกลุ่มคนต่างๆ
"เราต้องปรับความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชน ที่รัฐมีอำนาจมากเกินไป อำนาจทุนกับประชาชน ที่ทุนมีอำนาจมากเกินไป หรืออำนาจระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง หรือจะพูดได้ว่า ′การปฏิรูปสังคมไทยนั้น เท่ากับ ปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ′"
นายณรงค์ยังกล่าวถึงบทบาทของทุนว่า ในตอนนี้ "ทุนกับรัฐกลายเป็นเรื่องเดียวกัน ทุนมีอำนาจมากเกินไป รัฐมีอำนาจมากเกินไปจนตรวจสอบไม่ได้" โดยยกตัวอย่างนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหนึ่งว่า
"อย่างบริษัทรถยนต์บอกว่าจะเพิ่มอีโคคาร์ ซึ่งก็ต้องน้ำมัน แล้วบริษัทน้ำมันมีกี่บริษัท การที่ทุนใหญ่มีอำนาจเหนือตลาดนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้รับเลย แต่ผู้รับนั้นไม่เข้าใจ"
"ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะทุนต้นทางเป็นทุนที่อยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองทุกพรรค ดังนั้น การใช้ประชานิยมแบบนี้ ถามว่าใครได้ประโยชน์ ผู้ประกาศนโยบายนั่นแหละที่ได้ประโยชน์ ผู้อยู่เบื้องหลังผู้ประกาศนโยบายนั่นแหละทีได้ประโยชน์ ประชานิยมแบบไทยๆนี่มันไปเสริมเขี้ยวให้ปลาใหญ่กินปลาเล็ก แล้วเป็นการลงโทษผู้รับโดยที่ผู้รับไม่รู้ตัวว่าถูกลงโทษ"
นายณรงค์กล่าวว่า ภายใต้โครงสร้างตลาดเช่นนี้ การเพิ่มค่าจ้างด้วยตัวเงินจะไปลดรายได้ที่แท้จริงของลูกจ้าง
นอกจากนี้ นายณรงค์ยังกล่าวว่า ความไม่เข้าใจของสื่อมวลชนนั้นทำให้สื่อตกเป็นเครื่องมือของนักการเมือง สื่อมีส่วนก่อให้เกิด "ม่านควันที่ทำให้แสบตา" และสื่อนั้นเป็น "เครื่องมือก่อม่านควันผ่านพรรคการเมือง"
ซึ่งนายณรงค์ก็ได้ฝากกับสื่อมวลชนไว้ว่า "นับจากนี้ไป คุณลองไปหาดูซิว่า กลุ่มทุนใดร่วมมือกับพรรคการเมืองใด แล้วไปดูสิว่า เขาจ่ายเงินแรงงาน 300 บาทหรือเปล่า เขารับบัณฑิตใหม่ราคา 15,000 หรือเปล่า"
นอกจากนี้ นายณรงค์ได้ย้ำว่า สิ่งที่จำเป้นในการลดความเหลื่อมล้ำก็คือการทำเมกกะโปรเจกต์ต่างๆ เพราะเมกกะโปรเจกต์เป็นที่มาของรายได้ หาใช่การทำประชานิยม
"ประชานิยมแบบนี้จะกินรวบทุกอย่าง ประชาชนก็ชอบ เงินก็ได้ อำนาจก็มี ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัว"
"ผมคิดว่าประชานิยมแบบนี้ มันลงโทษประชาชน"
ขณะที่ นายบุญส่ง กล่าวว่า ประชานิยม ให้สิทธิแก่ประชาชนไม่ดีเท่าที่ควร ประชาชนควรจะได้สิทธิของการเป็นพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ซึ่งหมายถึงศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และความเท่าเทียมกัน ยกตัวอย่างหนังสือ "ครรภ์มารดา สู่เชิงตะกอน" เป็นหนังสือเกี่ยวกับสิทธิต่างๆที่ประชาชนต้องมี ส่วนประชานิยมที่ดี ก็คือการให้สิทธิแก่ประชาชน ให้แบบไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนข้อผิดพลาดของประชานิยม เป็นแค่การแก้ไข้ปัญหาเฉพาะหน้าช่วง 3-6 เดือน หรือทำแค่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งเท่านั้น ไม่ได้แก้ปัญหาระยะยาวเลย อยากให้ช่วยแก้ไข้ปัญหาพื้นฐานของประชาชนด้วย

"เช่น ส.ส.เสนอนโยบาย ลดภาษีให้ประชาชน 2% ซื้อของ 100 บาท ลด2บาท ซื้อของ50บาท ลด1 บาท แล้วถ้าคุณซื้อไข่ 10 ฟอง 45บาท ลดไป 80 สตางค์ ผมถามหน่อยว่า ประชาชนทุกคนจะดีใจมากมั้ย ซึ่งมันไม่ได้ช่วยอะไรประชาชนเลย เฉลี่ยแล้วรัฐต้องลดภาษีให้ ตกปีละ7หมื่นล้านบาท ถามหน่อยว่ามันเหมาะสมที่จะทำหรือปล่า นโยบายนี้ออกมาแค่ต้องการหาเสียงเพียงเท่านั้น" นักวิชาการ รัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง กล่าว
ส่วนนโยบายการปรับเงินเดือนระดับปริญญาตรีขึ้นเป็น 1,5000 บาท นั้น นายบุญส่งกล่าวว่า จะมีผลกระทบที่ตามมา ทั้งปัญหาเงินเดือนพนักงานเก่า ผู้จบปริญญาโท ปริญญาเอก จะแก้ไขปัญหาตรงนี้อย่างไร และตั้งคำถามกับสื่อว่า มีใครคิดว่า เงินภาษีที่เราจ่าย 100 บาทจะนำไปใช้ครบ 100 บาทหรือไม่ ถ้าประเทศไทยสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ ประชาชนทุกคนก็ยินดีที่จะจ่ายเงินภาษีให้ครบทุกบาททุกสตางค์ ปัญหาของการหนีภาษีก็จะไม่เกิดขึ้น
"พวกเราต้องก้าวข้ามประชานิยมนี้ให้ได้ เราจมปลักกับประชานิยมมา 5 ปีแล้ว เราต้องข้ามไปอยู่ ในสิ่งที่เรียกว่าสวัสดิการสังคม สร้างความปลอดภัยให้กับทุกคน อย่างไรก็ตาม สิทธิในสังคมต้องมี เพื่อศักดิ์ศรีของแต่ละบุคคล เมื่อบ้านเมืองเราไม่มีความสงบสุข เราควรหันหน้าคุยกัน" นายบุญส่งกล่าว
พร้อมฝากทิ้งท้ายให้รัฐบาลและนักการเมืองทุกคนที่จะเข้ามาบริหารประเทศให้นำเงินภาษีของประชาชน มาใช้ให้เกิดประโยชน์ครบถ้วนทุกบาททุกสตางค์ อย่างแท้จริง รวมถึงแนะประเด็นการแก้ไขปัญหาการยักยอกภาษี ประการแรกต้องมีการจัดตั้งองค์กรประชาชนขึ้นมา เพื่อเสนอแนวคิดการใช้ประโยชน์จากเงินภาษีของประชาชน ประการที่สองต้องมีการปฏิรูประบบภาษีขึ้นมาใหม่ ประการที่ 3 ต้องมีการกำจัดแก้ไขปัญหาคอรัปชั่น เอาเงินภาษีที่หายไปคืนมา และประเด็นสุดท้าย ต้องส่งเสริมเพื่อให้ชุมชนเข้มแข็ง
http://youtu.be/p_Ktyromu70
http://www.matichon.co.th/mtc-flv-window.php?newsid=1310651008