| ลูกจ้าง(พนักงานขับรถ) ในงานขนส่งทางบก : แรงงานถูกเอาเปรียบ รัฐออกกฎหมายไม่สอดคล้องและไม่กำกับดูแล และจ้างงานโดยฝ่าฝืนกฎหมาย
ลูกจ้าง(พนักงานขับรถ) ในงานขนส่งทางบก : แรงงานถูกเอาเปรียบ รัฐออกกฎหมายไม่สอดคล้องและไม่กำกับดูแล และจ้างงานโดยฝ่าฝืนกฎหมาย
ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการวิกฤติแรงงาน
ภาคธุรกิจขนส่งทางบกเป็นธุรกิจที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมโดยรวมของประเทศไทย มีบริษัทที่ทำธุรกิจขนส่งเกิดขึ้นจำนวนมากทั่วประเทศ พร้อมๆ กับการเพิ่มขึ้นของจำนวนแรงงานในภาคขนส่งทางบก ส่วนมากของแรงงานเหล่านี้จะเป็นพนักงานขับรถขนส่งสินค้าตามประเภทสินค้าของบริษัทฯ เช่น ขนส่งน้ำมัน , ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าผ่านตู้คอนเทรนเนอร์ , เหล็ก , ปูน , ถ่านหิน , อื่นๆ เสมือนเป็นการอำนวยการหรือเชื่อมต่อให้การผลิตหรือบริการโดยรวมของประเทศดำเนินไปได้ซึ่งมีการเชื่อมโยงกับการค้าระหว่างประเทศด้วย
ที่ผ่านมาในระดับนโยบายมีการกล่าวถึงกันแต่เพียงการปรับปรุงระบบการขนส่งโดยรวมของประเทศ ซึ่งเน้นหนักไปในเรื่องของภาคธุรกิจเป็นสำคัญ มิได้กล่าวถึงพนักงานขับรถซึ่งเป็นกำลังแรงงานที่สำคัญในส่วนนี้แต่อย่างใด
เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๔ ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการวิกฤติแรงงาน โดยการสนับสนุนจากมูลนิธิเอเชีย ได้จัดกิจกรรมให้ผู้นำแรงงานในกิจการขนส่งทางบกได้มีโอกาสได้มาสะท้อนปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อนของตนและร่วมกันคิดหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยาว โดยมีผู้แทนของมูลนิธิเอเชีย และอาสาสมัครนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย
จากการเสวนาดังกล่าวพบว่า มีธุรกิจขนส่งทางบกบางส่วนเท่านั้นที่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๔๑ แต่มีอีกหลายส่วนหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นส่วนมากฝ่าฝืนต่อกฎกระทรวงดังกล่าว กล่าวคือ พนักงานขับรถต้องเผชิญกับปัญหาและความไม่เป็นธรรมหลายประการ ดังจะกล่าวต่อไปนี้
(๑) ตามระเบียบข้อบังคับของบริษัท ฯ กำหนดเวลาการทำงานตามกฎหมายทุกประการ เช่นมีเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุด วันหนึ่งไม่เกิน ๘ ชั่วโมง และระบุว่าพนักงานขับรถไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา แต่ในทางปฏิบัตินายจ้างให้พนักงานขับรถทำงานแตกต่างจากเวลาที่กำหนด เพราะทุกบริษัทฯ ก็จะต้องเร่งให้บริการเพื่อขนส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าได้ตามที่ลูกค้าต้องการ คือความรวดเร็วพนักงานขับรถจึงต้องขับรถหามรุ่งหามค่ำโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายแรงงาน ((กฎกระทรวงฉบับที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๔๑) ซึ่งเป็นกฎหมายปกป้องและถนอมคุณภาพชีวิตแรงงานและมีโทษทางอาญาอีกด้วย
ผลกระทบเกิดขึ้น ทำให้พนักงานขับรถเหล่านี้ต้องใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนนอย่างน้อยที่สุดวันละไม่ต่ำกว่า ๑๒ ชั่วโมง หรือบางครั้งต้องขับรถข้ามวัน ข้ามคืน หรือหลายวันและหลายคืนติดต่อกัน เช่นการขับรถขนส่งสินค้าไปส่งลูกค้าต่างประเทศ เช่น ลาว , เขมร , กัมพูชา , มาเลเชีย ฯ. หรือวิ่งรถส่งสินค้าต่างจังหวัดที่ระยะทางไกลๆ เช่น นำสินค้าไปส่งลูกค้าที่ขอนแก่น รถออกจากระยองเวลา 03.30 น. ถึงขอนแก่นเวลา ๑๒.๓๐ น.ใช้เวลาในการวิ่งรถ ๙ ชั่วโมง รอลงสินค้าอีก ๑ ชม. ส่งสิ้นค้าเรียบร้อย วิ่งรถกลับบริษัทฯ ใช้ระยะเวลาเท่าเดิมโดยประมาณ หรือบางครั้งอาจ (ส่วนมาก)ได้รับคำสั่งให้วิ่งรถไปรับสินค้าต่อ ดังตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า พนักงานขับรถใช้เวลาอยู่กับรถ อยู่บนท้องถนนเกินเวลาทำงานปกติ ที่กำหนดเวลาทำงานไว้ไม่เกินวันละ ๘ ชั่วโมงต่อวัน ซ้ำร้ายพนักงานขนส่งเหล่านี้จะไม่ได้รับค่าทำงานล่วงเวลาหรือโอที เหมือนพนักงานทั่วไป
เนื่องจากกฎกระทรวงฉบับที่ ๑๒ (รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานเป็นผู้กำหนด) ห้ามมิให้นายจ้างในกิจการขนส่งทางบกใช้พนักงานขับรถทำงานล่วงเวลา เว้นแต่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง เมื่อได้รับความยินยอมดังกล่าวแล้ว นายจ้างให้ทำงานล่วงเวลาได้ไม่เกินวันละ ๒ ชั่วโมง จะเกิน๒ ชั่วโมงได้ก็เฉพาะมีความจำเป็นอันเกิดจากเหตุสุดวิสัย อุบัติเหตุหรือปัญหาการจราจรเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยสาธารณะ ถนอมชีวิต สุภาพและความปลอดภัยของพนักงานขับรถและการป้องกันมิให้ธุรกิจหรือทรัพย์สินเกิดความเสียหาย
กฎกระทรวงฉบับที่ ๑๒ จึงระบุว่า มิให้จ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานขับรถ แต่ให้จ่ายเป็นค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในชั่วโมงทำงานปกติตามจำนวนชั่วโมงที่ทำเกิน เว้นแต่นายจ้างจะตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้ ในความเป็นจริง นายจ้างกลุ่มหนึ่งกลับใช้วิธีการจ้างงานโดยกำหนดค่าจ้างหรือเงินเดือนให้พนักงานขับรถเท่ากับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และกำหนดค่าจ้างในรูปของค่าเที่ยวตามระยะทาง บางส่วนก็กระเดียดไปทางจ่ายค่าเที่ยวเป็นลักษณะเงินจูงใจ เพื่อหลบเลี่ยงมิให้เป็นค่าจ้างตามกฎหมาย เพื่อจะหลบเลี่ยงมิให้ฐานค่าจ้างตามความจริงถูกนำไปคำนวณการจ่ายค่าทำงานในชั่วโมงที่ทำงานเกิน(ล่วงเวลา) อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
(๒) พนักงานขับรถต้องเผชิญกับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมอีกหลายกรณี เช่น เมื่อพนักงานขับรถรวมตัวกันจัดตั้งสหภาพแรงงาน จัดตั้งคณะกรรมการลูกจ้าง ยื่นข้อเรียกร้องเพื่อปรับปรุงสภาพการจ้างหรือทวงถามสิทธิอันพึงมีพึงได้ตามกฎหมายหรือตามข้อตกลงที่ทำไว้กับนายจ้าง พนักงานขับรถเหล่านี้ ก็จะถูกกลั่นแกล้งด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา เช่นไล่ออกโดยที่ไม่มีความผิดใด ๆ ไม่ให้ขับรถโดยอ้างเหตุต่าง ๆ นานา ทำให้ลูกจ้างได้รับเพียงเงินเดือนแท้ ๆ เท่ากับค่าจ้างขั้นต่ำ แต่จะไม่ได้รับค่าเที่ยวเพราะไม่ได้ทำงานขับรถ (มีวิธีเลว ๆ อีกมากแต่ไม่อาจกล่าวในที่นี้ได้)
มีการจ้างเหมาค่าแรงในกิจการขนส่งทางบกด้วยเช่นกัน แต่เมื่อนายจ้างเหมาค่าแรงเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย บริษัทฯที่เป็นผู้ว่าจ้างบริษัทรับเหมาค่าแรงก็ไม่แสดงความรับผิดชอบแต่อย่างใด กล่าวได้ว่าหลักประกันเป็นเพียงตัวหนังสือในกฎหมาย แต่ไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ
มีการเก็บเงินจากลูกจ้างทั้งโรงงานในแต่ละงวดของการจ่ายค่าจ้าง อ้างว่าเป็นเงินสะสมบ้าง เงินประกันการทำงานบ้าง แต่ละคนร่วม ๒ แสนบาท แต่ไม่มีเอกสารหลักฐานที่เป็นระบบ ต่อมาเมื่อนายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานหรือลูกจ้างลาออก นายจ้างกลับไม่จ่ายเงินที่เก็บไว้ดังกล่าวคืนแก่ลูกจ้าง ปฏิเสธว่าไม่ได้เก็บไว้บ้าง หรือยอมรับว่าเก็บไว้แต่หักเป็นค่าทำงานเสียหาย เหลือคืนให้ลูกจ้างเพียงไม่กี่หมื่นบาท ถ้าเป็นความจริงดังว่านี้ ต้องถือว่าใจดำและเลวมาก
มีการหักเงินค่าจ้างของลูกจ้างเพื่อนำส่งกองทุนประกันสังคม แต่ในทางปฏิบัติมีการส่งบ้าง ไม่ส่งบ้าง ทำให้ลูกจ้างและภรรยาของลูกจ้างเดือดร้อนไม่อาจใช้สิทธิได้
เมื่อเกิดความเสียหาย นายจ้างจะบังคับให้ลูกจ้างรับผิดชดใช้เงินค่าเสียหายตามที่นายจ้างกำหนด โดยหักเอากับค่าจ้างบ้าง เงินประกันที่หักไว้บ้าง ลูกจ้างไม่มีเงินก็ใช้วิธีทยอยหักงวดละ ๑,๐๐๐ บาทบ้าง จนกว่าจะครบ โดยไม่มีการสอบสวน หรือสอบสวนแต่พอเป็นพิธี โดยมีธงคำตอบไว้ก่อนแล้วว่าลูกจ้างต้องเป็นคนชดใช้ เป็นเหตุให้ลูกจ้างเหล้านี้ต้องมีภาระหนี้สินโดยกู้หนี้นอกระบบ และทำให้ชีวิตของลูกจ้างต้องติดหล่มจมปลักกับความยากจนชั่วนิรันดร์ ถ้าลูกจ้างจะฟ้องร้องดำเนินคดีก็ต้องเป็นหนี้เพิ่มในการว่าจ้างทนายความ ไปดำเนินคดีเองโดยไม่มีทนายความ ก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าผลจะเป็นอย่างไร และคดีแรงงานเดี๋ยวนี้ถ้าสู้กันถึงศาลฎีกา เกิน ๔ ปีแน่นอน
นอกจากนี้ ยังมีการปฏิบัติที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายอื่น ๆ เช่น
นายจ้างให้บรรทุกสินค้าที่มีน้ำหนักเกินกฎหมายกำหนดไว้ หวังเพียงผลกำไรทางธุรกิจเท่านั้นโดยไม่สนใจว่าทำผิดกฎหมาย สุดท้ายพนักงานขนส่งต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
ปัญหาการจราจร การขนส่งทางบก การจดทะเบียนรถขนส่งประเภทต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องของความไม่โปร่งใสในการประกอบธุรกิจ ซึ่งรัฐบาลควรจะได้ถือโอกาสสะสางปัญหาดังกล่าวนี้ไปด้วยเลย
(๓)จากการศึกษากรณีที่ลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานได้นำคดีไปสู่ศาลแรงงาน พบว่า ลูกจ้างที่ฟ้องคดี ถูกเลิกจ้าง ถูกกดดันให้ออกจากงาน ไม่ให้ขับรถ หรือให้ขับรถเพียงวันละไม่เกิน ๘ ชั่วโมงตามที่กฎกระทรวงกำหนด
แนวการวินิจฉัยของศาลแรงงานและศาลฎีกา ยังไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน บางคดีศาลใช้ฐานค่าจ้างที่เป็นเงินเดือนแท้ ๆ เท่านั้นในการคำนวณค่าจ้างในชั่วโมงที่ทำเกิน บางคดีศาลนำค่าเที่ยวในชั่วโมงทำงานปกติไปคำนวณค่าจ้างในชั่วโมงที่เกินด้วย และที่สำคัญหลายคดี ศาลวินิจฉัยว่านายจ้างกับลูกจ้างสามารถตกลงค่าเที่ยวในลักษณะเหมารวมค่าล่วงเวลาได้ โดยไม่ขัดต่อกฎหมายแรงงาน เช่น
คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๓๑-๓๖๖๗/๒๕๕๒ วินิจฉัยว่า ค่าเที่ยวที่กำหนดขึ้นตามระยะทางเป็นสำคัญ มิได้คำนึงถึงระยะเวลาในการขับรถ ค่าเที่ยวดังกล่าวมิได้จ่ายเพื่อตอบแทนการขับรถในส่วนที่เกินเวลาทำงานปกติ แต่มีลักษณะตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ จึงเป็นค่าจ้างตามความหมายในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าทำงานในชั่วโมงที่ทำเกินเวลาทำงานปกติ โดยนำเงินเดือนและค่าเที่ยวมาเป็นฐานในการคำนวณค่าจ้างในชั่วโมงทำงานปกติเพื่อคำนวณเงินค่าจ้างในชั่วโมงทำงานที่เกินชั่วโมงทำงานปกติ จะถือเงินค่าเที่ยวเป็นค่าทำงานในชั่วโมงที่เกินไม่ได้ (ดูคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๙๕-๑๘๓๔/๒๕๕๓ ประกอบ)
อย่างไรก็ตาม ในคำพิพากษาของศาลแรงงาน คดีหมายเลขแดงที่ ๔, ๗๑๐๒/๒๕๕๑ ๘๘๘๘-๘๘๘๙/๒๕๕๑ , ๕๔๖-๕๖๔/๒๕๕๓ ได้วินิจฉัยทำนองว่า ค่าเที่ยวเป็นค่าจ้างเหมารวมโอที ที่นายจ้างกับลูกจ้างได้ตกลงกัน ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด และฐานค่าจ้างในการคำนวณค่าจ้างในชั่วโมงทำงานที่เกินปกติ คือเงินเดือนแท้ ๆ เท่านั้น ไม่อาจนำค่าเที่ยวมาคำนวณได้ ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้เอง ปรากฏว่านายจ้างสั่งให้พนักงานขับรถขับรถหามรุ่งหามค่ำ ทำงานเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้พักผ่อนตามชั่วโมงที่กฎกระทรวงกำหนด ฝ่าฝืนต่อกฎกระทรวงฉบับที่ ๑๒ คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา
อันเป็นช่องทางให้นายจ้างเอาเปรียบลูกจ้างในการจ้างงานและทำให้ลูกจ้างตกอยู่ในภาวะจำยอมรับเงื่อนไขการจ้างที่เลวร้ายเพื่อความอยู่รอดในการดำรงชีพ และท่านลองนึกภาพดูเถิดว่า จะมีนายจ้างสักกี่รายที่จะตกลงให้ค่าล่วงเวลาแก่ลูกจ้าง เพราะในความเป็นจริงกลไกการต่อรองค่าจ้างเพื่อความเป็นธรรมมันไม่เป็นไปตามหลักที่ควรจะเป็น กฎหมายแรงงานจึงกลายเป็นกฎหมายที่สกัดกั้นการพัฒนามาตรฐานแรงงานเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม นายทุนขนาดใหญ่ยักษ์ หรือขนาดกลางก็จะอ้างว่าได้ทำตามกฎหมายแรงงานแล้ว
รูปแบบการปฏิบัติของบริษัทขนส่งดังกล่าวล้วนแล้วแต่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของพนักงานขับรถ และประชาชนผู้ใช้ถนนทั่วไป เพราะการทำงานที่ใช้เวลาที่ยาวนาน พักผ่อนน้อยมักเกิดอุบัติได้ง่ายบนท้องถนนดังที่เราเห็นอยู่เป็นประจำ และการที่บริษัทขนส่งใช้รูปแบบการจ้างงานอย่างนี้ ถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎกระทรวงฉบับที่ ๑๒ ( พ.ศ. ๒๕๔๑ ) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑
(๔) ต่อสถานการณ์ปัญหาดังกล่าว ไม่พบว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในฐานะผู้รักษาการกฎหมายแรงงานทั้งหมด และในฐานะผู้ออกกฎกระทรวงฉบับที่ ๑๒ ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวแต่ประการใด มีการศึกษาวิจัยอยู่บ้างแต่ไม่พบว่าได้นำผลการศึกษาวิจัยไปพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาอย่างไร ในขณะเดียวกันด้านกระทรวงคมนาคมก็มีการกล่าวถึงการพัฒนาระบบการขนส่งทั้งระบบเนื่องต้นทุนของการขนส่งของประเทศไทยยังสูงอยู่ แต่ก็ขาดการบูรณาการระหว่างกระทรวงคมนาคมและกระทรวงแรงงาน
ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาแรงงานขนส่งทางบกเท่านั้น ยังมีปัญหา ในด้านอื่น ๆ อีกมากมายที่แรงงานขนส่งถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้างในการปฏิบัติงานและขาดการดูแลจากรัฐ ทั้งๆ ที่พนักงานขนส่งเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นกำลังแรงงานที่สำคัญในการอำนวยหรือสนับสนุนให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศดำเนินไปได้
ในวาระที่ใกล้ผลัดเปลี่ยนรัฐบาล พรรคการเมืองต่าง ๆ จะต้องช่วงชิงหาเสียงและนำเสนอนโยบายในด้านต่าง ๆ พี่น้องผู้ใช้แรงงานน่าจะได้ช่วยกันคิดและร่วมกันทำข้อเสนอต่อพรรคการเมืองต่าง ๆ หรือตรวจสอบดูว่าพรรคการเมืองต่าง ๆมีมุมมองหรือแนวทางต่อปัญหาดังกล่าวนี้อย่างไร
@@@@@@@@@@@@@@@@
|