| ภัยคุกคามหลัก 10 ประการต่อเสรีภาพในการแสดงออกในสิบปีข้างหน้า Share
ภัยคุกคามหลัก 10 ประการต่อเสรีภาพในการแสดงออกในสิบปีข้างหน้า

ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติในเรื่องเสรีภาพในความคิดเห็นและการแสดงออก ผู้แทนขององค์การความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรปในเรื่องเสรีภาพของสื่อมวลชน ผู้รายงานพิเศษขององค์การรัฐอเมริกาในเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก และผู้รายงานพิเศษของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนและประชาชนของอัฟริกาในเรื่องเสรีภาพในแสดงออกและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ได้ประชุมกันเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกาโดยได้รับความช่วยเหลือจากอาร์ติเคิล 19 การรณรงค์เพื่อการแสดงออกอย่างเสรีทั่วโลก และศูนย์กฎหมายและประชาธิปไตย และได้ลงคำประกาศร่วมกันถึงภัยคุกคามเสรีภาพในการแสดงออก 10 ประการสำหรับทศวรรษหน้าซึ่งมีดังนี้
1. กลไกการควบคุมสื่อของรัฐบาล
การควบคุมสื่อโดยรัฐบาลซึ่งเป็นกลไกการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกที่มีมานานแล้วยังคงเป็นปัญหาสำคัญในปัจจุบัน การควบคุมโดยรัฐบาลมีหลายรูปแบบแต่ประเด็นที่พวกเรากังวลเป็นการเฉพาะมีดังนี้
ก) การใช้อำนาจทางการเมืองแทรกแซงหรือการควบคุมสื่อสาธารณะเพื่อให้สื่อเหล่านี้เป็นปากกระบอกเสียงของรัฐบาล แทนที่จะได้ทำหน้าที่เป็นสื่ออิสระเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ข) การกำหนดให้สื่อสิ่งพิมพ์หรือการใช้อินเทอร์เน็ตต้องจดทะเบียน
ค) การที่รัฐบาลควบคุมสื่อวิทยุและโทรทัศน์โดยตรงโดยการออกใบอนุญาตหรือโดยการกำกับดูแล หรือการกำกับดูแลโดยองค์กรที่มิได้เป็นอิสระจากรัฐบาลไม่ว่าจะในแง่กฎหมายหรือในทางปฏิบัติก็ตาม
ง) การที่รัฐใช้ข้อต่อรองในการลงโฆษณาหรืออำนาจในด้านอื่นโดยมิชอบเพื่อให้มีอิทธิพลเหนือนโยบายของกองบรรณาธิการ
จ) ผู้นำทางการเมืองหรือพรรคการเมืองเป็นเจ้าของสื่อหรือมีอำนาจในการควบคุมสื่อ
ฉ) การฟ้องคดีสื่ออิสระเพื่อความมุ่งหมายทางการเมือง
ช) กฎหมายที่ล้าหลังที่ยังคงใช้อยู่ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการปลุกปั่นให้ขัดขืนอำนาจปกครองหรือการห้ามตีพิมพ์ข่าวที่เป็นเท็จ โดยกฎหมายเหล่านี้มักมีบทลงโทษการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล
2. การหมิ่นประมาทที่มีโทษอาญา
ประเทศส่วนใหญ่ยังคงไว้ซึ่งกฎหมายที่ลงโทษทางอาญาสำหรับการทำให้บุคคลหรือสิ่งใดเสียชื่อเสียง หรือเป็นการดูหมิ่น ดูหมิ่นด้วยคำพูดหรือข้อเขียน ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่มีมาช้านานต่อเสรีภาพในการแสดงออก (มีเพียงสิบประเทศที่ได้แก้กฎหมายให้การหมิ่นประมาทไม่มีโทษอาญาแล้ว) กฎหมายหมิ่นประมาททางอาญาล้วนสร้างปัญหาต่างๆทั้งสิ้น แต่เราเป็นกังวลต่อบทบัญญัติดังต่อไปนี้เป็นการเฉพาะ
(ก) กฎหมายในหลายประเทศมิได้กำหนดให้ฝ่ายโจทก์ต้องพิสูจน์ข้อกล่าวหาในประเด็นสำคัญๆเช่นข้อความที่หมิ่นประมาทเป็นเท็จหรือไม่และผู้กระทำผิดมีเจตนาร้ายหรือไม่
(ข) บทบัญญัติของกฎหมายที่ลงโทษข้อเขียนที่เป็นจริง การรายงานที่ถูกต้องถึงข้อแถลงขององค์กรที่เป็นทางการ หรือข้อความที่เป็นความคิดเห็น
(ค) การคุ้มครองชื่อเสียงขององค์กรสาธารณะ สัญญลักษณ์หรือธงของรัฐ หรือตัวรัฐเอง
(ง) บทบัญญัติของกฎหมายที่มิได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของทางการหรือบุคคลสาธารณะต้องอดกลั้นต่อคำวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าบุคคลธรรมดา
(จ) การคุ้มครองความเชื่อ ทัศนะ อุดมการณ์ ศาสนา สัญญลักษณ์หรือความคิดทางศาสนา
(ฉ) การที่สามารถฟ้องหมิ่นประมาทกลุ่มบุคคลเพื่อลงโทษการแสดงออกซึ่งมิใช่การยุยงให้เกลียดชัง
(ช) บทลงโทษที่รุนแรงเกินไปเช่น การจำคุก การรอลงอาญา การที่ต้องสูญเสียสิทธิพลเมืองบางประการซึ่งรวมถึงสิทธิในการประกอบอาชีพข่าว และค่าปรับที่สูงเกินไป
3. การใช้ความรุนแรงต่อบุคคลที่ประกอบอาชีพข่าว
ความรุนแรงที่กระทำต่อบุคคลที่ประกอบอาชีพข่าวยังคงเป็นภัยคุกคามที่รุนแรงอย่างมาก โดยในปี 2552 มีนักข่าวถูกสังหารโดยมีปัจจัยเกี่ยวข้องกับการเมืองจำนวนมากกว่าทุกปีในรอบสิบปีที่ผ่านมา นักข่าวที่มีโอกาสได้รับอันตรายมากคือนักข่าวที่รายงานข่าวปัญหาทางสังคมซึ่งรวมถึงอาชญากรรมองค์กรและการค้ายาเสพติด การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือบุคคลผู้มีอำนาจ การรายงานข่าวเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการคอร์รัปชั่น หรือนักข่าวที่รายงานจากพื้นที่ที่มีการสู้รบ พวกเราคิดว่าการที่มีคนที่กระทำผิดแต่ไม่ได้รับโทษจะยิ่งทำให้มีการใช้ความรุนแรงมากขึ้นและพวกเราเป็นกังวลในประเด็นเหล่านี้
(ก) การใช้ความรุนแรงเหล่านี้ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรและไม่มีการจัดสรรทรัพยากรต่างๆอย่างเพียงพอเพื่อป้องกันเหตุการณ์เหล่านี้ หรือเพื่อสืบสวนและนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
(ข) ไม่ได้มีการคิดว่าเหตุการณ์เหล่านี้ต้องใช้มาตรการพิเศษในการแก้ปัญหา เนื่องจากการใช้ความรุนแรงเหล่านี้มิใช่เป็นการกระทำต่อตัวนักข่าวเท่านั้น แต่ยังเป็นการกระทำต่อสิทธิในการรับรู้ข่าวสารและความคิดต่างๆของทุกๆคน
(ค) ไม่มีมาตรการให้การคุ้มครองนักข่าวที่ได้ถูกกระทำร้ายซึ่งต้องโยกย้ายไปทำงานที่อื่น
4. ข้อจำกัดในการรับรู้ข่าวสาร
ในรอบสิบปีที่ผ่านมา ได้มีการยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าสิทธิในการรับรู้ข่าวสารเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่ง โดยได้รับการยอมรับจากศาลสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาคและองค์กรระดับสูงอื่นๆ ประเทศต่างๆได้ผ่านกฎหมายที่ให้สิทธิในการรับรู้ข่าวสารรวมประมาณ 50 ฉบับในรอบสิบปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นจำนวนที่มากเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคต่างๆดำรงอยู่โดยพวกเรากังวลในประเด็นต่างๆดังนี้
(ก) ประเทศส่วนใหญ่ยังไม่ได้ออกกฎหมายที่รับรองสิทธิในการรับรู้ข่าวสาร
(ข) ประเทศจำนวนมากมีกฎหมายรับรองสิทธิในการรับรู้ข่าวสารที่มีบทบัญญัติไม่เข้มงวด
(ค) ยังมีอุปสรรคและปัญหาอย่างมหาศาลในการบังคับใช้สิทธิในการรับรู้ข่าวสารในทางปฏิบัติ
(ง) การเลือกตั้งยังขาดความโปร่งใสซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของกระบวนการนี้
(จ) องค์การร่วมของประเทศต่างๆจำนวนมากยังไม่ได้รับรองสิทธิในการรับรู้ข่าวสารสำหรับข้อมูลที่ตนครอบครองอยู่ในฐานะที่เป็นองค์กรสาธารณะ
(ฉ) การบังคับใช้กฎหมายข้อมูลที่เป็นความลับต่อนักข่าวหรือบุคคลอื่นที่มิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น ให้ต้องรับผิดหากตีพิมพ์หรือเผยแพร่ข้อมูลรั่วที่พวกเขาได้รับมา
5. สิทธิที่ไม่เท่าเทียมกันในเสรีภาพในการแสดงออก
สิทธิที่ไม่เท่าเทียมกันในเสรีภาพในการแสดงออกยังคงมีอยู่ และกลุ่มต่างๆที่ด้อยสิทธิ์มาช้านาน เช่น ผู้หญิง ชนกลุ่มน้อย ผู้อพยพ ชนพื้นเมืองและคนกลุ่มน้อยทางเพศ ยังคงต้องต่อสู้เพื่อให้ปัญหาของตนได้เป็นที่รับรู้และเพื่อเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับตน โดยพวกเรากังวลในประเด็นต่างๆดังนี้
(ก) อุปสรรคในการจัดตั้งสื่อโดยและเพื่อกลุ่มต่างๆที่ด้อยสิทธิ์มาช้านานเหล่านี้
(ข) การใช้กฎหมายห้ามการแสดงออกที่สร้างความเกลียดชังในทางที่ผิดเพื่อขัดขวางกลุ่มต่างๆดังกล่าวไม่ให้เข้าร่วมในการหารือปัญหาและประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา
(ค) ยังไม่มีมาตรการที่เพียงพอในการแก้ปัญหาเหล่านี้
1) สื่อกระแสหลักและรวมถึงสื่อสาธารณะยังไม่ได้จ้างพนักงานที่เป็นกลุ่มด้อยสิทธิ์เหล่านี้ในจำนวนที่เพียงพอ
2) สื่อต่างๆยังไม่ได้รายงานอย่างเพียงพอถึงประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มดังกล่าว
3) มีการมองกลุ่มเหล่านี้ในลักษณะที่ตายตัวหรือดูถูกอยู่ทั่วไปในสังคม
6. แรงกดดันทางธุรกิจ
แรงกดดันทางธุรกิจอาจทำให้สื่อไม่สามารถเผยแพร่เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ซึ่งบ่อยครั้งเป็นเนื้อหาที่ต้องใช้เงินลงทุนในการผลิต โดยพวกเรากังวลในประเด็นต่างๆดังนี้
(ก) ความเป็นเจ้าของสื่อมีการกระจุกตัวมากขึ้นซึ่งอาจมีผลกระทบอย่างมากต่อความหลากหลายในเนื้อหาของสื่อ
(ข) การโฆษณาทางสื่อที่มีการแบ่งกลุ่มซอยย่อยมากขึ้นและเงื่อนไขทางธุรกิจอื่นๆทำให้มีการลดต้นทุนในการผลิตรายการ เช่น ผลิตรายการที่มีเนื้อหาทางสังคมน้อยลง ผลิตรายการบันเทิงที่ใช้ต้นทุนต่ำและมีเนื้อหาฉาบฉวย และการทำข่าวสืบสวนสอบสวนน้อยลง
(ค) มีโอกาสที่ว่าการเปลี่ยนไปใช้สัญญานดิจิตอลและการใช้ช่องทางโทรคมนาคมอื่นๆจะเป็นประโยชน์ต่อผู้แพร่ภาพและเสียงที่ดำรงอยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่ แต่จะไม่มีผลดีต่อความหลากหลายหรือการเข้าถึงสื่อ หรือต่อสื่อที่เสนอเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
7. การสนับสนุนผู้แพร่ภาพและเสียงสาธารณะและชุมชน
ผู้แพร่ภาพและเสียงสาธารณะและชุมชนสามารถมีบทบาทอย่างมากในการเสนอรายการที่มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และช่วยเสริมเนื้อหาของผู้แพร่ภาพและเสียงเชิงพาณิชย์ให้มีความหลากหลาย และสนองตอบความต้องการในการรับรู้ข่าวสารของสาธารณะ แต่พวกเขาก็มีอุปสรรค โดยพวกเรากังวลในประเด็นต่างๆดังนี้
(ก) มีการตั้งคำถามมากขึ้นเกี่ยวกับการใช้เงินทุนสาธารณะสนับสนุนผู้แพร่ภาพและเสียงสาธารณะ
(ข) ผู้แพร่ภาพและเสียงสาธารณะจำนวนมากไม่ได้รับอาณัติในการเป็นสื่อสาธารณะอย่างชัดแจ้ง
(ค) ไม่มีกฎหมายเฉพาะที่รับรองผู้แพร่ภาพและเสียงชุมชน และไม่มีระบบการให้ใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่เหมาะสม
(ง) ไม่มีการจัดสรรคลื่นความถี่อย่างเพียงพอให้แก่ผู้แพร่ภาพและเสียงชุมชน และไม่มีกลไกการให้เงินทุนสนับสนุนที่เหมาะสม
8. ความมั่นคงกับเสรีภาพในการแสดงออก
มีการใช้ประเด็นความมั่นคงของประเทศอย่างผิดๆมาช้านานเพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกอย่างไม่สมเหตุ โดยได้กลายเป็นปัญหาที่ชัดเจนยิ่งขึ้นหลังการโจมตีเมื่อเดือนกันยายน 2544 ในสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆได้พยายามที่จะต่อต้านการก่อการร้าย โดยพวกเรากังวลในประเด็นต่างๆดังนี้
(ก) การนิยามความมั่นคงและการก่อการร้ายอย่างคลุมเครือและ/หรือครอบคลุมอย่างกว้างขวางเกินไป รวมทั้งสิ่งที่ได้กำหนดห้ามทำ เช่น ห้ามสนับสนุนด้านการสื่อสารแก่การก่อการร้ายหรือลัทธิการใช้ความรุนแรง ห้ามยกย่องหรือส่งเสริมการก่อการร้ายหรือลัทธิการใช้ความรุนแรง หรือแม้แต่ห้ามรายงานถ้อยแถลงของผู้ก่อการร้าย
(ข) การใช้คำที่คลุมเครือในทางที่ผิดเพื่อจำกัดการวิพากษ์วิจารณ์หรือการแสดงออกที่ท้าทายซึ่งรวมถึงการประท้วงทางสังคม โดยก็มิได้เป็นการยุยงให้เกิดความรุนแรง
(ค) การใช้แรงกดดันอย่างเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ตามเพื่อให้สื่อไม่รายงานเกี่ยวกับการก่อการร้าย บนพื้นฐานที่ว่าอาจเป็นการส่งเสริมเป้าประสงค์ของผู้ก่อการร้าย
(ง) การเพิ่มการใช้เทคนิคการสอดแนมแต่ขณะเดียวกันการกำกับดูแลปฏิบัติการสอดแนมกลับน้อยลง ซึ่งก่อให้เกิดความหวาดกลัวต่อการใช้เสรีภาพในการแสดงออก และบั่นทอนสิทธิของนักข่าวที่จะปกป้องแหล่งข่าวลับของตน
9. เสรีภาพในการแสดงออกบนอินเทอร์เน็ต
ศักยภาพของอินเทอร์เน็ตที่จะเป็นช่องทางให้มีการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารและความคิดต่างๆอย่างเป็นอิสระมิได้ใช้อย่างเต็มที่ เนื่องจากมีรัฐบาลในบางประเทศที่พยายามควบคุมหรือจำกัดการใช้อินเทอร์เน็ตโดยพวกเรากังวลในประเด็นต่างๆดังนี้
(ก) อินเทอร์เน็ตมิได้เชื่อมต่อกันอย่างเต็มที่เนื่องจากมีการใช้ firewalls และ filters รวมทั้งการที่ต้องลงทะเบียนการใช้
(ข) การแทรกแซงโดยรัฐ เช่น การปิดกั้นเวบไซท์และเวบโดเมนซึ่งมีเนื้อหาที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเขียนเองหรือเป็นเครือข่ายทางสังคม โดยใช้เหตุผลทางสังคม ประวัติศาสตร์หรือทางการเมือง
(ค) บางบริษัทที่ให้บริการค้นหา การเข้าถึง การสนทนา การตีพิมพ์หรือบริการอื่นๆบนอินเทอร์เน็ตไม่ได้พยายามอย่างเพียงพอที่จะเคารพสิทธิของผู้ใช้บริการของตนที่ควรจะได้ใช้อินเทอร์เน็ตโดยปราศจากการแทรกแซงโดยอ้างเหตุผลทางการเมืองเป็นต้น
(ง) ข้อกำหนดในเรื่องเขตอำนาจศาลที่ทำให้สามารถฟ้องคดีโดยเฉพาะคดีหมิ่นประมาทในประเทศต่างๆได้เพื่อเอาใจฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องให้มากที่สุด
10. การเข้าถึงเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร
แม้อินเทอร์เน็ตจะทำให้ประชากรบนโลกกว่าพันล้านคนได้เข้าถึงเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารอย่างไม่เคยมีมาก่อน แต่ประชากรส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีโอกาสใช้อินเทอร์เน็ตหรือใช้ได้อย่างจำกัด โดยพวกเรากังวลในประเด็นต่างๆดังนี้
(ก) โครงสร้างราคาทำให้คนยากจนไม่มีโอกาสใช้อินเทอร์เน็ต
(ข) การให้บริการที่ไม่ครอบคลุมอย่างเต็มที่ทำให้ผู้ที่อยู่ในชนบทไม่มีโอกาสใช้อินเทอร์เน็ต
(ค) ไม่มีการสนับสนุนศูนย์เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารในระดับชุมชนหรือศูนย์อื่นที่ชุมชนจะใช้ร่วมกันอย่างเพียงพอ
(ง) ไม่มีการให้การศึกษาและการฝึกอบรมอย่างเพียงพอโดยเฉพาะสำหรับคนยากจน คนที่อยู่ในชนบทหรือคนสูงอายุ
ลงนาม
แฟรงค์ ลารือ
ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติในเรื่องเสรีภาพในความคิดเห็นและการแสดงออก
มิคลอส ฮารัสซิ
ผู้แทนขององค์การความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรปในเรื่องเสรีภาพของสื่อมวลชน
แคททาลินา โบเทโร
ผู้รายงานพิเศษขององค์การรัฐอเมริกาในเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก
เฟธ แพนซี่ ทากุลา
ผู้รายงานพิเศษของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนและประชาชนของอัฟริกาในเรื่องเสรีภาพในแสดงออกและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
|