| กว่า 1 ขวบปี...ไทย (หรือใคร) เข้มแข็ง? Share
กว่า 1 ขวบปี...ไทย (หรือใคร) เข้มแข็ง?
31 ธันวาคม 2553
หลังเทศกาลปีใหม่ปี 2554 นี้ รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เตรียมมอบของขวัญแก่ประชาชน โดยจะประกาศแผนปฏิบัติการตัวใหม่ภายใต้ชื่อเรียกอย่างโก้หรูว่า "แผนปฏิบัติการประชาวิวัฒน์ คิดนอกกฎ บริหารนอกกรอบ" ซึ่งกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเผ็ดร้อนอยู่ในขณะนี้ว่ารัฐบาลกำลังออกนโยบายเพื่อหาเสียงล่วงหน้า
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แต่เมื่อของใหม่กำลังจะมา จึงทำให้นโยบายเก่าๆ ดูเหมือนจะถูกลืมเลือนไปบ้าง อย่างเช่นกรณี "แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555"
ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อช่วงปี 2552 ตอนนั้นรัฐบาลได้ประกาศเดินหน้าแผนปฏิบัติการฯ ดังกล่าวขึ้น โดยอ้างถึงความจำเป็นว่ามาจากการที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มหดตัวอย่างรุนแรงในปี 2552 และคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของไทยจะได้รับผลกระทบในภาคการส่งออก การผลิต การบริโภค และการลงทุนของภาคเอกชน ส่งผลให้เกิดปัญหาการว่างงานเพิ่มขึ้น
(จำนวนผู้ว่างงานในเดือนมกราคม 2552 ประมาณ 878,900 คน เพิ่มขึ้น 39% และขณะนั้นมีการคาดการณ์ว่าในปี 2552 จะมีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 1.9-2 ล้านคน)
ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการฯ ดังกล่าวเป็นโครงการลงทุนภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 หรือ Stimulus Package 2 (SP2) ต่อเนื่องจากระยะแรก (SP1) วงเงิน 1.167 แสนล้านบาท ที่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำจนเข้าขั้นวิกฤติ ที่จะเป็นลักษณะการ "ผันเงิน" หรือ "แจกเงิน" เสียมากกว่า
SP2 มีวงเงินรวมทั้งสิ้น 1.56 ล้านล้านบาท โดยใช้เงินจากงบประมาณ จำนวน 6.13 แสนล้านบาท เงินกู้ 6.92 แสนล้านบาท และรายได้และอื่นๆ อีก 2.6 แสนล้านบาท
โครงการเหล่านี้รัฐบาลประกาศว่าจะเป็นโครงการลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ประเทศไทยในอนาคต ผ่านการลงทุนภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานสาขาหลักต่างๆ โดยแยกตามวัตถุประสงค์ได้ คือ 1.การสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและพลังงาน มีสาขาเดียว ได้แก่ สาขาทรัพยากรน้ำและการเกษตร 2.การปรับปรุงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน แบ่งเป็น สาขาขนส่ง สาขาพลังงาน สาขาการสื่อสาร สาขาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว สาขาพัฒนาด้านสาธารณสุข พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สาขาสวัสดิภาพของประชาชน สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสาขาสิ่งแวดล้อม 3.สร้างศักยภาพในการหารายได้จากการท่องเที่ยว มีสาขาเดียว คือ สาขาพัฒนาการท่องเที่ยว 4.สร้างฐานรายได้ใหม่ของประเทศ ลงทุนผ่านสาขาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ 5.ยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ในสาขาการศึกษา 6.ปฏิรูปคุณภาพระบบสาธารณสุขผ่านสาขาพัฒนาด้านสาธารณสุข พัฒนาบุคลากร 7.สร้างอาชีพและรายได้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ผ่านสาขาการลงทุนในระดับชุมชน 8.อื่นๆ ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดอีก ได้แก่ สาขาการประกันรายได้และการดำเนินงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายมุ่งหวังให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเพิ่มการลงทุนภาครัฐประมาณ 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนในโครงการลงทุนของภาครัฐ สร้างตำแหน่งงานใหม่ประมาณ 1.6 ล้านคน ภายใน 3 ปี (2553-2555) ซึ่งจะสามารถรองรับผู้ตกงานในปี 2552 ได้ประมาณ 85% กระจายการลงทุนทางด้านบริการส่าธารณะขั้นพื้นฐานไปสู่ต่างจังหวัดและชนบท นอกจากนี้ยังมุ่งหวังให้เกิดการสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน, เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม, ปรับปรุงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและคุณภาพชีวิตประชาชน, เพื่อเร่งรัดและสร้างศักยภาพการหารายได้จากการท่องเที่ยว, สร้างรายได้จากเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์, ยกระดับคุณภาพการศึกษาที่ทันสมัย, ปฏิรูปคุณภาพระบบสาธารณสุข และการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต
และเพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว รัฐบาลได้อ้างถึงความจำเป็นต้องกู้เงินถึง 8 แสนล้านบาท โดยแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ การกู้เงินภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 วงเงิน 4 แสนล้านบาท และอีก 4 แสนล้านบาท ภายใต้ร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ... ทว่าด้วยวงเงินจากการกู้เงินที่มีจำนวนมหาศาลจึงนำมาซึ่งภาพลักษณ์ในทางไม่ดีต่อรัฐบาล โดยมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะการตกเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายค้าน ซึ่งประเด็นนี้มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อหลักในการอภิปรายโจมตีรัฐบาล หรือในการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลชุดนี้อยู่ตลอดเวลา
ประจวบเหมาะกับการที่ภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ที่สุดแล้วรัฐบาลจึงตัดสินใจยกเลิกการกู้เงินอีก 4 แสนล้านบาท ตามร่าง พ.ร.บ.ฯ แต่ยังคงกู้เงินภายใต้ พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาทอยู่ ซึ่งกำหนดการกู้เงินจะสิ้นสุดลงภายในสิ้นปี 2553
ซึ่ง ณ วันที่ 10 ธ.ค.2553 พบว่า มีโครงการที่ได้รับอนุมัติใช้วงเงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทแล้วกว่า 4.27 หมื่นโครงการ มูลค่า 3.49 แสนล้านบาท ถือเป็น 100% เนื่องจากวงเงินกู้ที่จะใช้สำหรับโครงการลงทุนมีทั้งสิ้น 3.5 แสนล้านบาท (ก่อนหน้านี้มีการชดใช้เงินคงคลังไป 5 หมื่นล้านบาท) มีการจัดสรรเงินแล้วกว่า 4.13 โครงการ มูลค่า 3.32 แสนล้านบาท คิดเป็น 95% โดยลงนามในสัญญาแล้วกว่า 3.78 โครงการ มูลค่า 3.05 แสนล้านบาท คิดเป็น 87.2% ขณะที่มีการเบิกจ่ายแล้วกว่า 3.58 หมื่นโครงการ มูลค่า 2.49 แสนล้านบาท หรือ 71.3% และจากทั้งหมดนี้มีโครงการที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว 4,207 โครงการ มูลค่า 4.15 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 11.8%
อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้ผ่านมาปีกว่ายังไม่มีหน่วยงานใดทำการประเมินว่าผลที่ได้จากการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง จะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน
ทั้งนี้ หากพิจารณาในเบื้องต้นโดยมองผลที่เกิดขึ้นในระยะที่ผ่านมา จะพบว่าในแง่การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เศรษฐกิจไทยเริ่มมีการฟื้นตัวนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2552 โดยขยายตัว 5.8% ต่อปี จากไตรมาส 3 ที่หดตัว -2.8% ต่อปี เป็นการขยายตัวเป็นบวกครั้งแรกในรอบปี 2552 ต่อมาไตรมาสแรกปี 2553 เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงถึง 12% ต่อปี ต่อมาไตรมาส 2 ขยายตัว 9.1% ต่อปี ส่งผลให้ครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยขยายตัว 10.6% ต่อปี นับว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา และล่าสุด ไตรมาส 3 พบว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลง แต่ยังขยายตัวเป็นบวกที่ 6.7% ต่อปี ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่าปี 2553 ทั้งปี เศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้ 7.9% ต่อปี
ส่วนในแง่การจ้างงานก็พบว่าดีขึ้น โดย สศช.รายงานว่า ในไตรมาส 3 ปีนี้ อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำที่ 0.9% ของกำลังแรงงานรวม ลดลงจากไตรมาส 2 ที่มีจำนวนผู้ว่างงานทั้งสิ้น 498,700 คน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.3% ถือว่าสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสแรกปี 2552 ที่มีอัตราการว่างงาน 2.1%
นอกจากนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) โดยนายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการส่วนวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค เปิดเผยว่า สศค.ได้มีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจของไทยจากโครงการลงทุนภายใต้ SP2 โดยได้คาดการณ์ผลใน 2 กรณี ภายใต้สมมติฐานว่า 1.กรณีมีอัตราการเบิกจ่ายได้ครบ 100% (High case) จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยให้สามารถขยายตัวสูงถึง 7.5% ต่อปี ในปี 2553 ขยายตัว 5% ต่อปี ในปี 2554 และขยายตัวได้ 6% ต่อปี ในปี 2555 และ 2.กรณีมีอัตราการเบิกจ่ายได้ 75% (Medium case) โดยตั้งสมมติฐานว่า มีอัตราการเบิกจ่ายที่ 70% จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยให้สามารถขยายตัวสูงถึง 7.5%, 4.75% และ 5.75% ต่อปี ในช่วงตั้งแต่ปี 2553-2555 ตามลำดับ
ซึ่งสถานการณ์เบิกจ่ายงบล่าสุด พบว่าแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งสามารถเบิกจ่ายได้รวมกว่า 2.5 แสนล้านบาท คิดเป็นอัตราเบิกจ่ายกว่า 71% ซึ่งการเบิกจ่ายหลักมาจากโครงการในสาขาการปรับปรุงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานในสาขาการขนส่งที่เบิกจ่ายได้ 85.9% การลงทุนในระดับชุมชนเบิกจ่ายได้ 81.4% และสาขาการประกันรายได้และการดำเนินงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่สามารถเบิกจ่ายได้ 98.8% ของกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติ
หรือแบ่งเป็นการเบิกจ่ายรายภาคได้ดังนี้ ภาคเหนือเบิกจ่ายได้ 3.21 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 72.4% ภาคกลางเบิกจ่ายได้ 6.25 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 71.1% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เบิกจ่ายแล้ว 5.23 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 77% ภาคใต้เบิกจ่ายแล้ว 2.81 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 62.3% และการเบิกจ่ายในส่วนกลาง 7.44 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 71.1%
ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งรัฐบาลชุดนี้อาจจะเฮง เพราะเศรษฐกิจไทยไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกมากนักจนทำให้สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่อีกส่วนหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างตรงจังหวะพอสมควร โดยเฉพาะไทยเข้มแข็งก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่หนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ตามที่คาดการณ์
อย่างไรก็ดี ช่วงที่ผ่านมาเสียงร้องเรียนที่เกี่ยวกับกรณีการทุจริตโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการฯ ดังกล่าวก็มีขึ้นเป็นระยะๆ อย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการจัดซื้อจัดจ้างของกระทรวงสาธารณสุขที่อื้อฉาว โครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยข้าราชการตำรวจขนาด 30 ครอบครัว สูง 5 ชั้น ทั่วประเทศจำนวน 163 หลัง วงเงินกว่า 3 พันล้านบาท ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่มีการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้รับเข้าเป็นคดีพิเศษ รวมถึงกรณีโครงการก่อสร้างอีกหลายๆ โครงการที่สร้างด้วยงบไทยเข้มแข็ง แต่ปรากฏว่าใช้งานได้เพียงไม่กี่เดือนก็พัง เช่น กรณีชาวบ้านร้องเรียนโครงการก่อสร้างถนนหนองป่าพงษ์-คลอง 3 ต.ตลุก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ยาว 1.8 กิโลเมตร วงเงินกว่า 3.12 ล้านบาท ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จเดือน ส.ค. แค่เพียง 3 เดือนก็มีการทรุดตัวเพราะอัดผิวไม่แน่น หรือกรณีร้องเรียนโครงการซ่อมแซมพนังกั้นน้ำสถานีสูบน้ำดอนเจริญ หมู่ 16 ต.พนมไพร อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด ความยาว 37 เมตร ริมฝั่งลำน้ำชี วงเงินกว่า 1.69 ล้านบาท ที่พังครืนลงมาหลังตรวจรับงานเพียงวันเดียว หรือกรณีมีชาวบ้านร้องเรียนให้ตรวจสอบโครงการขุดลอกคลองบ้านบางฉนาก หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 2 ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งใช้งบประมาณไทยเข้มแข็งกว่า 4 ล้านบาทของกรมเจ้าท่า ที่พบว่าขุดลอกคลองไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนดและเสียงร้องเรียนโครงการอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน
สำหรับการประเมินผลอย่างเป็นทางการนั้น ทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ในฐานะหน่วยงานที่จัดหาแหล่งเงินกู้ โดยนายทวี ไอศูรย์พิศาลศิริ รองผู้อำนวยการ สบน. ระบุว่า ขณะนี้ สบน.ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษารวม 4 ราย ได้แก่ บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง, บริษัท เมเนจเม้นต์ โซลูชั่น, บริษัท ทริส คอนเซ็นเซอร์ และมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อทำการประเมินผลอย่างครอบคลุมทุกด้าน อาทิ ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการ ความถูกต้องในแง่การจัดซื้อจัดจ้าง ความโปร่งใส ความคุ้มค่าจากการดำเนินโครงการ ผลในแง่การจ้างงาน ผลต่อเศรษฐกิจ ผลต่อการกระจายรายได้ในท้องถิ่น เป็นต้น
ซึ่งตามสัญญาจะดำเนินการศึกษาเป็นเวลา 1 ปี แต่ละบริษัทก็จะประเมินผลในแต่ละภาครวมทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ โดยจะใช้วิธีสุ่มจากโครงการที่ดำเนินการเสร็จแล้วเลือกมา 5-10% หลังจากนั้นก็จะเสนอข้อมูลให้คณะกรรมการติดตามประเมินผลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่มีนายพนัส สิมะเสถียร เป็นประธาน และรายงานผลต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่อาจสรุปได้อย่างแท้จริงว่า "ไทย" จะ "เข้มแข็ง" จริงหรือไม่ แล้ว "ใคร" บ้างที่จะ "เข้มแข็ง" แต่สำหรับเสียงร้องเรียนที่เกิดขึ้นแม้บางกรณีจะไม่ได้เป็นประเด็นใหญ่ระดับชาติเหมือนเช่นกรณีที่เกิดขึ้นในกระทรวงสาธารณสุข แต่ว่าทุกเสียงร้องเรียนก็ควรได้รับการรับฟังและควรมีการติดตามตรวจสอบ เพื่อเอาผิดกับผู้ที่เบียดบังผลประโยชน์ส่วนรวมไปเป็นผลประโยชน์ของตัวเอง
ได้แต่หวังว่าสุดท้ายแล้ว เงินที่กู้มาใช้จะให้ผลคุ้มค่าและเกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม
ไม่ใช่แค่เข้ากระเป๋าใครบางคน-บางกลุ่ม!!!
|